...การผลัดเปลี่ยนชนชาติอารยธรรมความรุ่งเรืองศิวิไล เรียงตามยุคสมัย มีเวลาที่เจริญรุ่งเรืองทับซ้อนพร้อมกันบ้าง ได้แก่
1)อียิปต์ 3 พันสองร้อยปี (3150 ปีก่อน คศ.- 31 ปีก่อน คศ.)
2)กรีก 6 ร้อยปี( ตั้งแต่ประมาณ 800 ปีก่อน คศ. - 200 ปีก่อน คศ.)กำเนิดนักปราชนักปรัชญาของโลกมากมาย ปี 336-323 ก่อนคริสตกาล (13ปี) อเล็กซานเดอร์มหาราช นักรบ แห่งมาซีโดเนียซึ่งเป็นแคว้นทางเหนือของกรีก บุกพิชิตเอเซียไมเนอร์ของอาณาจักรเปอร์เซีย บุกยึดซีเรีย อียิปต์ เมโสโปเตเมีย พิชิตจักรวรรดิเปอร์เซียทังหมด ยกทัพต่อไปยังอินเดีย การพิชิตและปกครองเองโดยคนกรีก ได้เผยแพร่วัฒนธรรมเฮเลนนิสติกของกรีกไปด้วย
3)จักรวรรดิเปอร์เซีย 2 ร้อยปี (550-330 ปี ก่อนคศ.)จักรวรรดิต่าง ๆ ที่รุ่งเรืองต่อเนื่องกันมา ในดินแดนเกรตเตอร์อิหร่าน ปกครองในที่ราบสูงอิหร่านรวมถึง เอเซียตะวันตก เอเซียใต้ เอเซียกลาง เอเซียไมเนอร์ และคอเคซัส (ไม่เกี่ยวกับอียิปต์) ตั้งแต่ 728 ปี ก่อนคศ.ต่อเนื่องถึงปี คศ. 1935 เรียกรวมกันว่าจักรวรรดิเปอร์เซีย บางช่วงเวลาอ่อนแอ บางช่วงเป็นมหาอำนาจของโลก 550-330 ปี ก่อนคศ.ช่วงเวลานี้รบชนะกรีกหลายครั้ง โรมันกำลังเริ่มต้น พื้นที่ศูนย์กลางของจักรวรรดิ ตั้งอยู่บริเวณจังหวัด ฟาร์สหรือพาร์ส ของอิหร่าน
4)โรมัน มีอำนาจ 2 พันปี มีอำนาจในทวีปยุโรปทั้งหมด ทวีปอัฟริกา เอเซียไมเนอร์ ดินแดนตุรกีบางส่วน (ก่อน คศ.509 ปี - คศ.1453)
5)ออตโตมาน (ตุรกี) มีอิธิพลเกือบ 5 ร้อยปี (คศ.1453 - คศ. 1928) หลังยึด"คอนสแตนติโนเปิล"เปลี่ยนเป็น "อิสตันบูล" ครอบครอง ทวีปอัฟริกาและตะวันออกกลางทั้งหมด เอเชียกลาง เอเชียไมเนอร์ ยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ชนพรมแดนออสเตรียฮังการี ชนทะเลดำรัสเซีย 2-3ร้อยปีหลังยังยืนอยู่ได้เพราะชาติยุโรปไม่กล้าเข้าไปยุ่งเนื่องจากชาติยุโรปต่างเกรงกันเอง ต่างกันท่าไม่ยอมให้ใครได้อำนาจเกินตน ทั่งที่ออตโตมานอ่อนแอลงมาก
6)ยุโรป มีอำนาจล่าอาณานิคมครอบครองโลกทั้งใบ ยกเว้น รัสเซีย ตุรกี ญี่ปุ่น ไทย 450 ปี ผู้นำได้แก่ สเปน โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรียฮังการี เยอรมัน (1492 - 1945) มีนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ เกิดขึ้นมากมาย ยึดเอาของมีค่า,ผ่องถ่ายนำทรัพยากรธรรมชาติ เข้าไปใช้จ่ายบริโภคในยุโรปจำนวนมาก
7)อเมริกา/รัสเซีย ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ คศ. 1992 เป็นต้นมา รัสเซีย เสื่อมอำนาจลงมากแตกออกเป็นเสี่ยง หลังจากเคยแผ่อำนาจครอบครองยุโรปตะวันออกทั้งหมด รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่าง เวียตนาม ลาว กัมพูชา
8)อนาคต กำลังจะเป็นใครไม่อาจฟันธงได้ มหาอำนาจเดิมย่อมไม่ยอมแพ้โดยง่าย คงสู้กันทุกวิชาอาคม เมื่อปี 2519 เติ้งเสี่ยวผิง ประกาศว่า ไม่สนใจว่าแมวสีอะไรถ้าจับหนูเก่งถือว่าใช้ได้ ปีนั้นเติ้งเริ่มส่งเยาวชนจีนออกไปเรียนรู้ต่างประเทศทั่วโลกต่อเนื่อง และกลับมาพัฒนาชาติจำนวนมาก จีนมีอารยธรรม บนโลกมาตั้งแต่ 2000 ก่อน คศ. สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จีนเริ่มสร้างกำแพงเมืองจีน ก่อนคริสตกาลหลายปี ค้นพบเข็มทิศ ดินปืน ค้นพบดินแดนอเมริการก่อนยุโรป แต่วัฒนธรรมเอเซียไม่ยึดครอบครองมาเป็นอาณานิคมต่างแดน
วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558
การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.ย. 2558 05:01
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ถ้า พล.อ.ประยุทธ์และบุคคลชั้นแนวหน้า ระดับมันสมองของประเทศ ที่อาสาเข้ามาช่วยในนาม “ซุปเปอร์บอร์ด” หรือคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) สามารถทำได้สำเร็จ นั่นคือ “การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ”
กระบวนการที่พวกเขากำลังจะปรับเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีขนาดทรัพย์สินพอๆ กับขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เคยมีความพยายามผลักดันในช่วงการเมืองปกติ แต่ถูกนักการเมืองตีตกไป
ในครั้งนี้ พวกเขากำลังสร้าง “บรรษัท วิสาหกิจแห่งชาติ” ที่จะมาดูแลโครงสร้าง การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง
สิ่งสำคัญมากที่สุด คือ การหาแนวร่วมและทำความเข้าใจกับสาธารณชน ตัวแทนของ “ซุปเปอร์บอร์ด” 4 คน ได้แก่ นายบรรยง พงษ์พานิช นายวิรไท สันติประภพ นายรพี สุจริตกุล และ นายกุลิศ สมบัติศิริ จึงมาเยี่ยมเยียนถึงสำนักงาน “หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ”
เพื่อชี้ชวนให้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ จะให้คุณประโยชน์มากเพียงใดต่อประเทศชาติของเรา
บรรยง พงษ์พานิช
“สิ่งที่คิดว่าจะมีการปฏิรูปและเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของรัฐวิสาหกิจในอนาคต รวมทั้งอาจจะมีผลไปถึงภูมิทัศน์ทางการเมืองบางประการ”
ทำไมถึงต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากใน 10 ปีที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจจาก 4.7 ล้านล้านบาท ใน 10 ปีก่อน หรือปี 2546 ขยายขึ้นมาเป็น 11.8 ล้านล้านบาท ในปี 2556 ขยายตัวในอัตราที่มากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากมาย
โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีทรัพย์สินขยายตัวจาก 1 ล้านล้านบาท มาเป็น 4.5 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยเอาทรัพยากรทางเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐและนักการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ค่อนข้างจะสวนกระแสของโลก ที่จะให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ
ขณะที่ในด้านของรายได้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว รัฐวิสาหกิจมีรายได้อยู่ 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2546 แต่พอมาปี 2556 รายได้เพิ่มมาเป็น 5.1 ล้านล้านบาท หรือ 40% ของจีดีพี จากเดิมที่อยู่ที่ระดับ 20% ของจีดีพี ขณะที่งบลงทุนภาครัฐ ปีละ 600,000-700,000 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งจะอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ยิ่งมองไปข้างหน้าโครงการใหญ่ๆทั้งหลายจะอยู่ในรัฐวิสาหกิจมากขึ้น
แต่เมื่อดูเรื่องของประสิทธิภาพผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ปกติจะได้ยินว่ารัฐวิสาหกิจกำไรรวมกันปีละ 300,000 ล้านบาท ฟังดูเยอะแต่ถ้าเทียบว่าจากทรัพย์สิน 11.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นผลตอบแทนต่อทรัพย์สินหรือ return on asset (ROA) ที่ต่ำมาก
เมื่อดูในรายละเอียด ก็พบว่ารัฐวิสาหกิจที่ได้กำไร ก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะผูกขาดอยู่ เช่น การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็มีส่วนของการผูกขาดเรื่องการซื้อก๊าซแต่เพียงผู้เดียว และมีรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. การท่าเรือแห่งประเทศไทย พวกนี้ก็จะมีกำไร
แต่รัฐวิสาหกิจที่แข่งขันกับเอกชน เช่น ด้านโทรคมนาคม คือ ทีโอที แคท หรือด้านคมนาคม ได้แก่ การบินไทย รถไฟ กลับขาดทุน มีตัวอย่างรัฐวิสาหกิจที่ดูว่ามี ROA สูงที่สุด คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. แต่สาเหตุมาจากต้นทุนทรัพย์สินค่อนข้างต่ำ เพราะว่ากรมธนารักษ์เวนคืนที่ดินมาตั้งแต่ 40 ปีแล้ว ขณะที่ทรัพย์สินของท่าอากาศยานอื่นๆต้องถมทะเล ต้นทุนจึงสูงมาก
แต่รายได้จากร้านค้าปลอดภาษี ปกติสนามบินหลักจะมีรายได้ ส่วนนี้ 25% ของรายได้ทั้งหมด แต่ของ ทอท.มี 15% ของรายได้ และเมื่อดูด้านคุณภาพ สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนเปิดอยู่อันดับ 17 ของโลก แต่ตอนนี้อยู่อันดับที่ 47 คือสวนทางกัน
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่แข่งขันกับเอกชนทางด้านโทรคมนาคม อย่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีพนักงาน 22,000 คน ขณะที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส มีพนักงาน 9,600 คน แต่เอไอเอส มีรายได้ 5 เท่าของทีโอที เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทีโอทีลงทุน 40,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่มีรายได้เพิ่ม
การลงทุนที่สะท้อนที่สุด คือการได้ลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ก่อนคนอื่น 2 ปี ไม่ต้องเสียค่าต๋งค่าคลื่น ไม่ต้องไปประมูลมา ลงทุนไป 20,000 ล้านบาท แต่วันนี้ เอกชนที่ต้องเสียเงินประมูลคลื่นมาให้บริการ มีลูกค้ารวมกัน 85 ล้านเลขหมาย ทีโอทีมีอยู่ 400,000 เลขหมาย สะท้อนให้เห็นการทำงานไม่อยู่ในสภาพแข่งขันได้ ฉะนั้นที่จะขอเก็บคลื่น 900 MHz ไว้ก่อน เพื่อทำ 4 จีอีก ก็เป็นเรื่องที่ยากจะอนุมัติได้
พอมาวิเคราะห์สาเหตุสำคัญ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องของแต่ละองค์กร หรือเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการ ต้องสรุปว่า ที่รัฐวิสาหกิจ 56 แห่งไม่มีประสิทธิภาพและรั่วไหลเยอะมาก เกิดมาจากปัญหาในเชิงโครงสร้าง คือ ถูกแทรกแซงโดยมิชอบจากทางการเมือง เพราะถ้าเป็นรัฐบาลแถลงนโยบายชนะเลือกตั้งมา มีสิทธิ์จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และมีการแทรกแซงโดยไม่ชอบเช่น การตั้งผู้บริหาร การตั้งคณะกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง
รัฐวิสาหกิจปัจจุบันมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายและมีเป้าหมายที่สับสน เช่น เป้าหมายให้ทำกำไร แต่อีกเป้าหมายหนึ่งก็ให้บริการประชาชนให้ทั่วถึง ถึงแม้จะไม่มีกำไร อีกทั้งมีบทบาทที่ขัดแย้งกัน คือบทบาทในการกำหนดนโยบาย บทบาทในการกำกับดูแลและบทบาทในการดำเนินการ ทับซ้อนและอยู่ภายใต้กระทรวง ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้
ฉะนั้น ปรับโครงสร้างที่ทำครั้งนี้ จะตอบโจทย์ที่จะให้การบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานสากล ในความเห็นของพวกเรา การที่ประเทศไทยติดกับดักการพัฒนา ตรงนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ เพราะเรานำทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปอยู่ในที่ที่บริหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพและรั่วไหล
กิจการของรัฐวิสาหกิจนอกจากใหญ่แล้ว สินค้าและบริการยังเป็นความจำเป็นของประชาชน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่กิจการอื่นจะต้องมาใช้ ถ้าตรงนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้ประเทศโดยรวมมีประสิทธิภาพได้ยาก
วิรไท สันติประภพ
“ถ้ามองว่าอะไรจะเป็นกลไกสำคัญ ที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ให้พ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง รัฐวิสาหกิจจะเป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่าสินทรัพย์ที่เป็นสินทรัพย์ ยุทธศาสตร์ของประเทศตอนนี้อยู่ในมือของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด”
ประการต่อมา รัฐวิสาหกิจเป็นผู้เล่นรายสำคัญในหลายตลาด ถ้าเรามีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีบทบาทในบางตลาดและเป็นผู้กำกับดูแลด้วย ก็จะทำให้ผู้เล่นเก่งๆในภาคเอกชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าพี่ใหญ่ในตลาดมีอำนาจเหนือตลาด แต่ไม่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่จะดึงให้คนเก่งๆเกิดในตลาดก็ยาก
ที่น่าสนใจคืองบประมาณของรัฐวิสาหกิจแต่ละปี ประมาณเท่าตัวของงบประมาณของรัฐบาลกลาง จึงมีความสำคัญสูงมาก หากไม่จัดการ รัฐวิสาหกิจก็จะวนอยู่ในกับดักแบบนี้
องค์ประกอบของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในรัฐวิสาหกิจที่ทั่วโลกมีแต่เราไม่มีคือ คนที่ทำหน้าที่องค์กรเจ้าของรัฐวิสาหกิจ แทนประชาชน
ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) และธนาคารโลก ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีองค์กรทำหน้าที่เป็นเจ้าของ เหมือนที่มีผู้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนแทนประชาชน
ถ้าดูพัฒนาการขององค์กรเจ้าของ เริ่มต้นคล้ายๆกันในทุกประเทศ ตั้งแต่รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาแล้วแปะไว้ตามกระทรวงต่างๆ เช่น รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ก็ให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าของ เรื่องที่เกี่ยวกับการขนส่งก็ไปอยู่กระทรวงคมนาคม ซึ่งจะเกิดปัญหาการทับซ้อนกันว่ากระทรวงคมนาคมก็เป็นคนวางนโยบายเอง เป็นคนกำกับดูแลเองและเป็นเจ้าของเองด้วย
“หลายครั้งก็ไปนั่งเป็นบอร์ดอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ทำให้การแบ่งแยกหน้าที่ไม่ชัดเจน เกิดปัญหาก็ชี้นิ้วไม่ได้อันนี้เป็นนโยบายผิดพลาด หรือบริหารผิดพลาด หรือกำกับดูแลไม่ดี และหลายครั้งในการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย นักการเมืองจะมีอิทธิพลสูงมาก”
เมื่อมีหลายประเทศที่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านั้น ก็จะมีหน่วยงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งประเทศไทยอยู่ในขั้นที่ 2 คือ มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพยายามวางมาตรฐานให้อยู่ในกรอบเดียวกัน แต่ยังไม่มีอำนาจเหมือนรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและไม่มีอาวุธในมือที่จะไปทำอะไรได้
สำหรับองค์กรเจ้าของแบบรวมศูนย์ ทำหน้าที่เรียกว่าแทบจะแทนรัฐบาล เป็นเจ้าของอย่างจริงจัง ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จ จะต้องเป็นองค์กรเจ้าของที่มีความเป็นอิสระจากการเมืองในระดับหนึ่งและต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
ที่คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน คือลดความซับซ้อนของบทบาท ให้คนทำหน้าที่เป็นเจ้าของอย่างจริงจัง เช่น เป็นผู้กำหนดนโยบาย เป็นผู้กำกับดูแล การแทรกแซงทางการเมืองก็จะทำได้ยากขึ้น กรอบกฎเกณฑ์ กติกา ไม่ให้องค์กรเจ้าของถูกใช้ทางการเมือง
จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาในกรอบใหม่ กระทรวงเจ้าสังกัดยังเป็นผู้ให้นโยบาย เพราะอย่างไรรัฐวิสาหกิจจะยังต้องเป็นเครื่องมือและเป็นกลไกในการทำงานของรัฐบาล แม้ว่าเราจะต้องการให้เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงจากการเมือง แต่รัฐบาลต้องมีอำนาจในการวางนโยบายกำกับรัฐวิสาหกิจได้
ขณะที่การกำหนดนโยบายต่างๆจะต้องมีการคำนวณต้นทุนที่ชัดเจน มีหลักการเรื่องการจัดทำบัญชีการให้เงินอุดหนุนสาธารณะ (PSO) และบัญชีการดำเนินตามนโยบายรัฐ (PSA) ที่ชัดเจน ซึ่งจะแตกต่างจากที่ผ่านมา เวลาที่รัฐบาลหนึ่งทำ เปลี่ยนอีกรัฐบาลใหม่มา ก็บอกว่าเป็นภาระที่เกิดจากรัฐบาลเก่า กลายเป็นพอกหางหมู มาล้างหนี้ทีละเป็นแสนล้าน
สำหรับองค์กรเจ้าของ ประการแรกเหมือนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของตัวบริษัทในระยะยาว ที่สำคัญมากคือการตั้งกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีกระบวนการหาผู้ที่เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น เหมือนกับการตั้งกรรมการบริษัทจดทะเบียน ต้องทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สุด และทำให้เกิดการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ ส่วนรัฐวิสาหกิจคงเหลือหน้าที่เป็นแค่เพียงผู้ให้บริการ
ตัวอย่างขององค์กรเจ้าของที่เราคุ้นกันดี คือเทมาเสก (Temasek) ในสิงคโปร์ มาเลเซียมีคาซาน่า (Khazanah) จีนมีซาแซก (Sasac) แม้กระทั่งภูฏาน ก็ยังตั้งองค์กรเจ้าของ ทำหน้าที่ดูแลรัฐวิสาหกิจแล้ว
“ประเทศไทยมีความพยายามรอบนี้เป็นรอบที่ 3 ที่จะทำใน 2 รอบแรก ไม่ผ่านการเมือง เพราะอำนาจอย่างที่เคยเป็นอำนาจที่อยู่กับรัฐมนตรีต้นสังกัด จะถูกดึงออกมา แต่รอบนี้เป็นรอบที่ทำแล้วกว้างไกลและก้าวไกลกว่าใน 2 รอบแรก และมีลักษณะของการใช้รัฐวิสาหกิจในลักษณะรับผิดรับชอบมากขึ้น”
ทั้งนี้ โครงสร้างใหม่ที่จะเกิดขึ้น ข้างบนสุดคือคณะรัฐมนตรี ภายใต้จะมีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เรียกว่าเป็นซุปเปอร์ แอดไวซอรี่ บอร์ด หรือซุปเปอร์ บอร์ด ใต้ลงมาจะมีองค์กร นั่นคือ บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งจะขนานคู่กับ สคร.ที่สังกัดกระทรวงการคลัง
“ซุปเปอร์บอร์ด”ชูนโยบายรัฐ ปลดกับดักพัฒนาเศรษฐกิจชาติ
ในรอบแรกเราจะโอนรัฐวิสาหกิจที่ผ่านการแปรสภาพมีทุนเรือนหุ้นแล้ว ตั้งเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเหล่านี้ชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์ รูปแบบธุรกิจหลักเป็นเชิงพาณิชย์ ก็จะโอนเข้ามาอยู่ภายใต้บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ประมาณ 12 รัฐวิสาหกิจในตอนนี้
โดยรัฐวิสาหกิจที่เริ่มทำ 12 แห่ง เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก-ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
ในส่วนนี้คิดในแง่ทุนคิดเป็น 1.2 ล้านล้านบาท ในแง่ทรัพย์สิน 3 ล้านล้านบาท ส่วนอนาคตมีความหวังว่าจะเดินต่อไปได้ดี กระแสสังคมอาจจะส่งเสริมให้มีการย้ายเข้ามาเพิ่มมากขึ้น
สำหรับโครงสร้างบรรษัทที่จัดตั้งขึ้นมา มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% กรรมการจะเป็นกรรมการอิสระทั้งหมด กรรมการเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ มีความเป็นอิสระในแง่ของงบประมาณ รายได้ที่รัฐวิสาหกิจนำส่ง 12 แห่ง บรรษัทก็มีสิทธิ์ที่จะหักบางส่วนไว้เป็นค่าบริหารจัดการ แต่จะไม่หักไว้สำหรับลงทุนอื่นๆ ที่เหลือก็จะนำส่งต่อเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะว่าประเทศไทยรัฐบาลยังต้องพึ่งรายได้นำส่งจากรัฐวิสาหกิจ
รพี สุจริตกุล
กระบวนการทั้งหมดได้มีการร่าง พ.ร.บ.การกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ พ.ศ.... ขึ้นมา ขณะที่คืบหน้าไป 90-95% เหลือเพียงการตรวจถ้อยคำก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
“พ.ร.บ.ฉบับนี้พยายามสร้างระบบในการกำกับดูแลขึ้นมา ต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐวิสาหกิจยังเป็นของรัฐอยู่ ถ้าเราจะตั้งองค์กรอิสระมาโดยที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับรัฐเลยคงเป็นไปไม่ได้ และรัฐวิสาหกิจยังต้องมีภารกิจที่จะต้องดำเนินนโยบายตามรัฐบาล แต่วิธีการในการดำเนินนโยบายต้องทำให้โปร่งใส ไม่ใช่งุบงิบทำ”
สำหรับ คนร. ซึ่งปัจจุบันเป็นระเบียบสำนักนายก ในครั้งนี้จะเขียนไว้ในตัวกฎหมายเลยว่าต้องมีคณะกรรมการชุดนี้อยู่ และต้องมีองค์ประกอบทางด้านการเมือง ข้าราชการประจำ และผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกรรมการบุคคลภายนอก ซึ่งจะต้องเป็นผู้แทนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ เพราะจะเขียนบอกว่ารัฐวิสาหกิจจะต้องเสนอแผนไป 3 ปี 5 ปี เพื่อให้ คนร.เป็นผู้อนุมัติ แผนก็จะมาจากตัวรัฐวิสาหกิจเองก็ยังต้องคุยกับเจ้ากระทรวงอยู่ ว่าอยากทำอะไรและต้องประกาศแผนลงในราชกิจจาฯ
“ไม่ใช่รัฐมนตรีมาจะมาสั่งอย่างโน้นอย่างนี้ แผนที่จะทำต้องมองไปข้างหน้าระยะยาว ที่สำคัญเมื่อใดก็ตาม ถ้าแผนของรัฐบาลไปกระทบต่อเงินรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลต้องตั้งงบ ไม่ใช่ควักเงินไปใช้ก่อน เหมือนเอารัฐวิสาหกิจเป็นตัวประกัน เมื่อเกิดเอ็นพีแอลในอีก 3-4 ปีต่อมา แล้วรัฐบาลเปลี่ยนขึ้นมา ก็บอกว่าธนาคารจะเจ๊งเพราะหนี้เสียเยอะ จะทำอย่างไรก็ต้องเพิ่มทุนแล้ว ใครจะรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น”
เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะบอกว่าถ้าต้องนำเงินของรัฐวิสาหกิจมาใช้ ซึ่งทำให้รัฐวิสาหกิจก่อให้เกิดปัญหา รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณเป็นโครงการ ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบกันในรัฐสภาว่า โครงการนี้ทำแล้วจะทำให้เกิดการขาดทุนหรือไม่ ไม่ใช่บอกว่าให้ทำไปก่อนแล้วจะกำไรขาดทุนค่อยไปว่ากันในวันข้างหน้า อย่างนี้จะทำให้ไม่เกิดความโปร่งใส เพราะเป็นทรัพย์สินของประชาชนไม่ใช่ทรัพย์สินของการเมือง
ส่วนกรณีที่มีปัญหาเฉพาะหน้าและเหตุการณ์เร่งด่วน ก็ตั้งงบประมาณได้ แต่ก็พยายามจะเขียนทางออกให้ไว้ว่าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญจริงๆ เร่งด่วน เช่น น้ำท่วม ก็ให้ใช้ไปก่อนได้ แต่ต้องตั้งงบประมาณมาชดใช้ในปีถัดไป อย่างน้อยผลักทั้งหมดให้เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา ไม่ได้ห้ามทำแต่ต้องทำให้โปร่งใส
กุลิศ สมบัติศิริ
“สคร. ยังมีหน้าที่อยู่คือดูสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจคืออะไร ตัวแผนพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจ และรัฐวิสาหกิจต้องเสนอแผนกรอบการลงทุนว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องมองตัวเองว่าเป็นอย่างไร ผ่านรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด”
หน้าที่ของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะต้องทำแผนของรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ประธานบรรษัทฯ เสนอเข้ามา ทาง คนร. ซึ่งมี สคร.เป็นเลขานุการ ก็ต้องรวบรวม และจัดทำแผนขึ้นมา 5 ปี เช่น สาขาพลังงานจะไปที่ไหน สาขาประปาจะเป็นอย่างไร โทรคมนาคมเป็นอย่างไร และก็จะมีแผนกลาง ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เช่น สาขา และสาขา พลังงานโทรคมนาคม ให้ใช้ไฟเบอร์ ออพติก ร่วมกันได้ไหม การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ลงทุนไม่ซ้ำซ้อน ทำอย่างไรที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ขณะเดียวกันจะต้องควบคุมเรื่องที่รัฐวิสาหกิจไปแตกบริษัทลูก หรือการยุบเลิกต่างๆ จะต้องมีการควบคุมซึ่งเป็นนโยบายกลาง อีกเรื่องคือเอกชนร่วมทุน
นอกจากนี้ ที่สำคัญที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ การประเมินผล เนื่องจากรัฐวิสาหกิจจะต้องทำแผนรับวิสาหกิจเป็นแผนระยะ 5 ปี เหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จากนั้นจะต้องทำเป็นแผนปฏิบัติการรายปี
ซึ่ง สคร. ก็จะกำกับว่าสามารถดำเนินการไปตามแผนได้สำเร็จหรือไม่ และใช้ตรงนี้เป็นการประเมินผล ซึ่งจะแตกต่างจากการประเมินทุกวันนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนภาพรวมองค์กร และประเมินเพื่อที่จะเอาโบนัสกันไม่ได้ ซึ่งตัวประเมินใหม่จะต้องสะท้อนถึงภาพรวมองค์กร 360 องศา ประเมินทั้งกรรมการและประเมินทั้งองค์กร
หากประเมินผลแล้วทำไม่ได้ตามตัวชี้วัด จะต้องรีบแก้ไขรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่างๆทันที.
134 ครั้ง
สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศไทย ถ้า พล.อ.ประยุทธ์และบุคคลชั้นแนวหน้า ระดับมันสมองของประเทศ ที่อาสาเข้ามาช่วยในนาม “ซุปเปอร์บอร์ด” หรือคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) สามารถทำได้สำเร็จ นั่นคือ “การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ”
กระบวนการที่พวกเขากำลังจะปรับเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีขนาดทรัพย์สินพอๆ กับขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เคยมีความพยายามผลักดันในช่วงการเมืองปกติ แต่ถูกนักการเมืองตีตกไป
ในครั้งนี้ พวกเขากำลังสร้าง “บรรษัท วิสาหกิจแห่งชาติ” ที่จะมาดูแลโครงสร้าง การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง
สิ่งสำคัญมากที่สุด คือ การหาแนวร่วมและทำความเข้าใจกับสาธารณชน ตัวแทนของ “ซุปเปอร์บอร์ด” 4 คน ได้แก่ นายบรรยง พงษ์พานิช นายวิรไท สันติประภพ นายรพี สุจริตกุล และ นายกุลิศ สมบัติศิริ จึงมาเยี่ยมเยียนถึงสำนักงาน “หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ”
เพื่อชี้ชวนให้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ จะให้คุณประโยชน์มากเพียงใดต่อประเทศชาติของเรา
บรรยง พงษ์พานิช
“สิ่งที่คิดว่าจะมีการปฏิรูปและเป็นเรื่องค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนภูมิทัศน์ของรัฐวิสาหกิจในอนาคต รวมทั้งอาจจะมีผลไปถึงภูมิทัศน์ทางการเมืองบางประการ”
ทำไมถึงต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากใน 10 ปีที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจจาก 4.7 ล้านล้านบาท ใน 10 ปีก่อน หรือปี 2546 ขยายขึ้นมาเป็น 11.8 ล้านล้านบาท ในปี 2556 ขยายตัวในอัตราที่มากกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากมาย
โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีทรัพย์สินขยายตัวจาก 1 ล้านล้านบาท มาเป็น 4.5 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยเอาทรัพยากรทางเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐและนักการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆใน 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง ค่อนข้างจะสวนกระแสของโลก ที่จะให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ
ขณะที่ในด้านของรายได้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว รัฐวิสาหกิจมีรายได้อยู่ 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2546 แต่พอมาปี 2556 รายได้เพิ่มมาเป็น 5.1 ล้านล้านบาท หรือ 40% ของจีดีพี จากเดิมที่อยู่ที่ระดับ 20% ของจีดีพี ขณะที่งบลงทุนภาครัฐ ปีละ 600,000-700,000 ล้านบาท ครึ่งหนึ่งจะอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ยิ่งมองไปข้างหน้าโครงการใหญ่ๆทั้งหลายจะอยู่ในรัฐวิสาหกิจมากขึ้น
แต่เมื่อดูเรื่องของประสิทธิภาพผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ปกติจะได้ยินว่ารัฐวิสาหกิจกำไรรวมกันปีละ 300,000 ล้านบาท ฟังดูเยอะแต่ถ้าเทียบว่าจากทรัพย์สิน 11.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นผลตอบแทนต่อทรัพย์สินหรือ return on asset (ROA) ที่ต่ำมาก
เมื่อดูในรายละเอียด ก็พบว่ารัฐวิสาหกิจที่ได้กำไร ก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะผูกขาดอยู่ เช่น การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็มีส่วนของการผูกขาดเรื่องการซื้อก๊าซแต่เพียงผู้เดียว และมีรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. การท่าเรือแห่งประเทศไทย พวกนี้ก็จะมีกำไร
แต่รัฐวิสาหกิจที่แข่งขันกับเอกชน เช่น ด้านโทรคมนาคม คือ ทีโอที แคท หรือด้านคมนาคม ได้แก่ การบินไทย รถไฟ กลับขาดทุน มีตัวอย่างรัฐวิสาหกิจที่ดูว่ามี ROA สูงที่สุด คือ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. แต่สาเหตุมาจากต้นทุนทรัพย์สินค่อนข้างต่ำ เพราะว่ากรมธนารักษ์เวนคืนที่ดินมาตั้งแต่ 40 ปีแล้ว ขณะที่ทรัพย์สินของท่าอากาศยานอื่นๆต้องถมทะเล ต้นทุนจึงสูงมาก
แต่รายได้จากร้านค้าปลอดภาษี ปกติสนามบินหลักจะมีรายได้ ส่วนนี้ 25% ของรายได้ทั้งหมด แต่ของ ทอท.มี 15% ของรายได้ และเมื่อดูด้านคุณภาพ สนามบินสุวรรณภูมิ ตอนเปิดอยู่อันดับ 17 ของโลก แต่ตอนนี้อยู่อันดับที่ 47 คือสวนทางกัน
สำหรับรัฐวิสาหกิจที่แข่งขันกับเอกชนทางด้านโทรคมนาคม อย่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีพนักงาน 22,000 คน ขณะที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส มีพนักงาน 9,600 คน แต่เอไอเอส มีรายได้ 5 เท่าของทีโอที เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และตลอด 5 ปีที่ผ่านมาทีโอทีลงทุน 40,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่มีรายได้เพิ่ม
การลงทุนที่สะท้อนที่สุด คือการได้ลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ก่อนคนอื่น 2 ปี ไม่ต้องเสียค่าต๋งค่าคลื่น ไม่ต้องไปประมูลมา ลงทุนไป 20,000 ล้านบาท แต่วันนี้ เอกชนที่ต้องเสียเงินประมูลคลื่นมาให้บริการ มีลูกค้ารวมกัน 85 ล้านเลขหมาย ทีโอทีมีอยู่ 400,000 เลขหมาย สะท้อนให้เห็นการทำงานไม่อยู่ในสภาพแข่งขันได้ ฉะนั้นที่จะขอเก็บคลื่น 900 MHz ไว้ก่อน เพื่อทำ 4 จีอีก ก็เป็นเรื่องที่ยากจะอนุมัติได้
พอมาวิเคราะห์สาเหตุสำคัญ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องของแต่ละองค์กร หรือเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการ ต้องสรุปว่า ที่รัฐวิสาหกิจ 56 แห่งไม่มีประสิทธิภาพและรั่วไหลเยอะมาก เกิดมาจากปัญหาในเชิงโครงสร้าง คือ ถูกแทรกแซงโดยมิชอบจากทางการเมือง เพราะถ้าเป็นรัฐบาลแถลงนโยบายชนะเลือกตั้งมา มีสิทธิ์จะแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และมีการแทรกแซงโดยไม่ชอบเช่น การตั้งผู้บริหาร การตั้งคณะกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง
รัฐวิสาหกิจปัจจุบันมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายและมีเป้าหมายที่สับสน เช่น เป้าหมายให้ทำกำไร แต่อีกเป้าหมายหนึ่งก็ให้บริการประชาชนให้ทั่วถึง ถึงแม้จะไม่มีกำไร อีกทั้งมีบทบาทที่ขัดแย้งกัน คือบทบาทในการกำหนดนโยบาย บทบาทในการกำกับดูแลและบทบาทในการดำเนินการ ทับซ้อนและอยู่ภายใต้กระทรวง ทำให้ไม่สามารถแยกแยะได้
ฉะนั้น ปรับโครงสร้างที่ทำครั้งนี้ จะตอบโจทย์ที่จะให้การบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐานสากล ในความเห็นของพวกเรา การที่ประเทศไทยติดกับดักการพัฒนา ตรงนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ เพราะเรานำทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปอยู่ในที่ที่บริหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพและรั่วไหล
กิจการของรัฐวิสาหกิจนอกจากใหญ่แล้ว สินค้าและบริการยังเป็นความจำเป็นของประชาชน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่กิจการอื่นจะต้องมาใช้ ถ้าตรงนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้ประเทศโดยรวมมีประสิทธิภาพได้ยาก
วิรไท สันติประภพ
“ถ้ามองว่าอะไรจะเป็นกลไกสำคัญ ที่จะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ให้พ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง รัฐวิสาหกิจจะเป็นหัวใจสำคัญ เพราะว่าสินทรัพย์ที่เป็นสินทรัพย์ ยุทธศาสตร์ของประเทศตอนนี้อยู่ในมือของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด”
ประการต่อมา รัฐวิสาหกิจเป็นผู้เล่นรายสำคัญในหลายตลาด ถ้าเรามีผู้เล่นรายใหญ่ที่มีบทบาทในบางตลาดและเป็นผู้กำกับดูแลด้วย ก็จะทำให้ผู้เล่นเก่งๆในภาคเอกชนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะถ้าพี่ใหญ่ในตลาดมีอำนาจเหนือตลาด แต่ไม่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่จะดึงให้คนเก่งๆเกิดในตลาดก็ยาก
ที่น่าสนใจคืองบประมาณของรัฐวิสาหกิจแต่ละปี ประมาณเท่าตัวของงบประมาณของรัฐบาลกลาง จึงมีความสำคัญสูงมาก หากไม่จัดการ รัฐวิสาหกิจก็จะวนอยู่ในกับดักแบบนี้
องค์ประกอบของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในรัฐวิสาหกิจที่ทั่วโลกมีแต่เราไม่มีคือ คนที่ทำหน้าที่องค์กรเจ้าของรัฐวิสาหกิจ แทนประชาชน
ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจทั่วโลก ไม่ว่าจะขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) และธนาคารโลก ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ จะต้องมีองค์กรทำหน้าที่เป็นเจ้าของ เหมือนที่มีผู้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนแทนประชาชน
ถ้าดูพัฒนาการขององค์กรเจ้าของ เริ่มต้นคล้ายๆกันในทุกประเทศ ตั้งแต่รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นมาแล้วแปะไว้ตามกระทรวงต่างๆ เช่น รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับพลังงาน ก็ให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าของ เรื่องที่เกี่ยวกับการขนส่งก็ไปอยู่กระทรวงคมนาคม ซึ่งจะเกิดปัญหาการทับซ้อนกันว่ากระทรวงคมนาคมก็เป็นคนวางนโยบายเอง เป็นคนกำกับดูแลเองและเป็นเจ้าของเองด้วย
“หลายครั้งก็ไปนั่งเป็นบอร์ดอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ทำให้การแบ่งแยกหน้าที่ไม่ชัดเจน เกิดปัญหาก็ชี้นิ้วไม่ได้อันนี้เป็นนโยบายผิดพลาด หรือบริหารผิดพลาด หรือกำกับดูแลไม่ดี และหลายครั้งในการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย นักการเมืองจะมีอิทธิพลสูงมาก”
เมื่อมีหลายประเทศที่ตระหนักถึงปัญหาเหล่านั้น ก็จะมีหน่วยงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ซึ่งประเทศไทยอยู่ในขั้นที่ 2 คือ มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพยายามวางมาตรฐานให้อยู่ในกรอบเดียวกัน แต่ยังไม่มีอำนาจเหมือนรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและไม่มีอาวุธในมือที่จะไปทำอะไรได้
สำหรับองค์กรเจ้าของแบบรวมศูนย์ ทำหน้าที่เรียกว่าแทบจะแทนรัฐบาล เป็นเจ้าของอย่างจริงจัง ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จ จะต้องเป็นองค์กรเจ้าของที่มีความเป็นอิสระจากการเมืองในระดับหนึ่งและต้องมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
ที่คาดหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน คือลดความซับซ้อนของบทบาท ให้คนทำหน้าที่เป็นเจ้าของอย่างจริงจัง เช่น เป็นผู้กำหนดนโยบาย เป็นผู้กำกับดูแล การแทรกแซงทางการเมืองก็จะทำได้ยากขึ้น กรอบกฎเกณฑ์ กติกา ไม่ให้องค์กรเจ้าของถูกใช้ทางการเมือง
จุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาในกรอบใหม่ กระทรวงเจ้าสังกัดยังเป็นผู้ให้นโยบาย เพราะอย่างไรรัฐวิสาหกิจจะยังต้องเป็นเครื่องมือและเป็นกลไกในการทำงานของรัฐบาล แม้ว่าเราจะต้องการให้เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงจากการเมือง แต่รัฐบาลต้องมีอำนาจในการวางนโยบายกำกับรัฐวิสาหกิจได้
ขณะที่การกำหนดนโยบายต่างๆจะต้องมีการคำนวณต้นทุนที่ชัดเจน มีหลักการเรื่องการจัดทำบัญชีการให้เงินอุดหนุนสาธารณะ (PSO) และบัญชีการดำเนินตามนโยบายรัฐ (PSA) ที่ชัดเจน ซึ่งจะแตกต่างจากที่ผ่านมา เวลาที่รัฐบาลหนึ่งทำ เปลี่ยนอีกรัฐบาลใหม่มา ก็บอกว่าเป็นภาระที่เกิดจากรัฐบาลเก่า กลายเป็นพอกหางหมู มาล้างหนี้ทีละเป็นแสนล้าน
สำหรับองค์กรเจ้าของ ประการแรกเหมือนเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของตัวบริษัทในระยะยาว ที่สำคัญมากคือการตั้งกรรมการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีกระบวนการหาผู้ที่เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น เหมือนกับการตั้งกรรมการบริษัทจดทะเบียน ต้องทำหน้าที่บริหารทรัพย์สินให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่สุด และทำให้เกิดการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ ส่วนรัฐวิสาหกิจคงเหลือหน้าที่เป็นแค่เพียงผู้ให้บริการ
ตัวอย่างขององค์กรเจ้าของที่เราคุ้นกันดี คือเทมาเสก (Temasek) ในสิงคโปร์ มาเลเซียมีคาซาน่า (Khazanah) จีนมีซาแซก (Sasac) แม้กระทั่งภูฏาน ก็ยังตั้งองค์กรเจ้าของ ทำหน้าที่ดูแลรัฐวิสาหกิจแล้ว
“ประเทศไทยมีความพยายามรอบนี้เป็นรอบที่ 3 ที่จะทำใน 2 รอบแรก ไม่ผ่านการเมือง เพราะอำนาจอย่างที่เคยเป็นอำนาจที่อยู่กับรัฐมนตรีต้นสังกัด จะถูกดึงออกมา แต่รอบนี้เป็นรอบที่ทำแล้วกว้างไกลและก้าวไกลกว่าใน 2 รอบแรก และมีลักษณะของการใช้รัฐวิสาหกิจในลักษณะรับผิดรับชอบมากขึ้น”
ทั้งนี้ โครงสร้างใหม่ที่จะเกิดขึ้น ข้างบนสุดคือคณะรัฐมนตรี ภายใต้จะมีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เรียกว่าเป็นซุปเปอร์ แอดไวซอรี่ บอร์ด หรือซุปเปอร์ บอร์ด ใต้ลงมาจะมีองค์กร นั่นคือ บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งจะขนานคู่กับ สคร.ที่สังกัดกระทรวงการคลัง
“ซุปเปอร์บอร์ด”ชูนโยบายรัฐ ปลดกับดักพัฒนาเศรษฐกิจชาติ
ในรอบแรกเราจะโอนรัฐวิสาหกิจที่ผ่านการแปรสภาพมีทุนเรือนหุ้นแล้ว ตั้งเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชน หรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเหล่านี้ชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์ รูปแบบธุรกิจหลักเป็นเชิงพาณิชย์ ก็จะโอนเข้ามาอยู่ภายใต้บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ประมาณ 12 รัฐวิสาหกิจในตอนนี้
โดยรัฐวิสาหกิจที่เริ่มทำ 12 แห่ง เป็นบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก-ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
ในส่วนนี้คิดในแง่ทุนคิดเป็น 1.2 ล้านล้านบาท ในแง่ทรัพย์สิน 3 ล้านล้านบาท ส่วนอนาคตมีความหวังว่าจะเดินต่อไปได้ดี กระแสสังคมอาจจะส่งเสริมให้มีการย้ายเข้ามาเพิ่มมากขึ้น
สำหรับโครงสร้างบรรษัทที่จัดตั้งขึ้นมา มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% กรรมการจะเป็นกรรมการอิสระทั้งหมด กรรมการเป็นมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญ มีความเป็นอิสระในแง่ของงบประมาณ รายได้ที่รัฐวิสาหกิจนำส่ง 12 แห่ง บรรษัทก็มีสิทธิ์ที่จะหักบางส่วนไว้เป็นค่าบริหารจัดการ แต่จะไม่หักไว้สำหรับลงทุนอื่นๆ ที่เหลือก็จะนำส่งต่อเป็นรายได้แผ่นดิน เพราะว่าประเทศไทยรัฐบาลยังต้องพึ่งรายได้นำส่งจากรัฐวิสาหกิจ
รพี สุจริตกุล
กระบวนการทั้งหมดได้มีการร่าง พ.ร.บ.การกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ พ.ศ.... ขึ้นมา ขณะที่คืบหน้าไป 90-95% เหลือเพียงการตรวจถ้อยคำก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)
“พ.ร.บ.ฉบับนี้พยายามสร้างระบบในการกำกับดูแลขึ้นมา ต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐวิสาหกิจยังเป็นของรัฐอยู่ ถ้าเราจะตั้งองค์กรอิสระมาโดยที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับรัฐเลยคงเป็นไปไม่ได้ และรัฐวิสาหกิจยังต้องมีภารกิจที่จะต้องดำเนินนโยบายตามรัฐบาล แต่วิธีการในการดำเนินนโยบายต้องทำให้โปร่งใส ไม่ใช่งุบงิบทำ”
สำหรับ คนร. ซึ่งปัจจุบันเป็นระเบียบสำนักนายก ในครั้งนี้จะเขียนไว้ในตัวกฎหมายเลยว่าต้องมีคณะกรรมการชุดนี้อยู่ และต้องมีองค์ประกอบทางด้านการเมือง ข้าราชการประจำ และผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกรรมการบุคคลภายนอก ซึ่งจะต้องเป็นผู้แทนใหญ่ของรัฐวิสาหกิจ เพราะจะเขียนบอกว่ารัฐวิสาหกิจจะต้องเสนอแผนไป 3 ปี 5 ปี เพื่อให้ คนร.เป็นผู้อนุมัติ แผนก็จะมาจากตัวรัฐวิสาหกิจเองก็ยังต้องคุยกับเจ้ากระทรวงอยู่ ว่าอยากทำอะไรและต้องประกาศแผนลงในราชกิจจาฯ
“ไม่ใช่รัฐมนตรีมาจะมาสั่งอย่างโน้นอย่างนี้ แผนที่จะทำต้องมองไปข้างหน้าระยะยาว ที่สำคัญเมื่อใดก็ตาม ถ้าแผนของรัฐบาลไปกระทบต่อเงินรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลต้องตั้งงบ ไม่ใช่ควักเงินไปใช้ก่อน เหมือนเอารัฐวิสาหกิจเป็นตัวประกัน เมื่อเกิดเอ็นพีแอลในอีก 3-4 ปีต่อมา แล้วรัฐบาลเปลี่ยนขึ้นมา ก็บอกว่าธนาคารจะเจ๊งเพราะหนี้เสียเยอะ จะทำอย่างไรก็ต้องเพิ่มทุนแล้ว ใครจะรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น”
เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะบอกว่าถ้าต้องนำเงินของรัฐวิสาหกิจมาใช้ ซึ่งทำให้รัฐวิสาหกิจก่อให้เกิดปัญหา รัฐบาลจะต้องตั้งงบประมาณเป็นโครงการ ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบกันในรัฐสภาว่า โครงการนี้ทำแล้วจะทำให้เกิดการขาดทุนหรือไม่ ไม่ใช่บอกว่าให้ทำไปก่อนแล้วจะกำไรขาดทุนค่อยไปว่ากันในวันข้างหน้า อย่างนี้จะทำให้ไม่เกิดความโปร่งใส เพราะเป็นทรัพย์สินของประชาชนไม่ใช่ทรัพย์สินของการเมือง
ส่วนกรณีที่มีปัญหาเฉพาะหน้าและเหตุการณ์เร่งด่วน ก็ตั้งงบประมาณได้ แต่ก็พยายามจะเขียนทางออกให้ไว้ว่าในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญจริงๆ เร่งด่วน เช่น น้ำท่วม ก็ให้ใช้ไปก่อนได้ แต่ต้องตั้งงบประมาณมาชดใช้ในปีถัดไป อย่างน้อยผลักทั้งหมดให้เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา ไม่ได้ห้ามทำแต่ต้องทำให้โปร่งใส
กุลิศ สมบัติศิริ
“สคร. ยังมีหน้าที่อยู่คือดูสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เรียกว่าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจคืออะไร ตัวแผนพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจ และรัฐวิสาหกิจต้องเสนอแผนกรอบการลงทุนว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องมองตัวเองว่าเป็นอย่างไร ผ่านรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัด”
หน้าที่ของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะต้องทำแผนของรัฐวิสาหกิจ 12 แห่ง ประธานบรรษัทฯ เสนอเข้ามา ทาง คนร. ซึ่งมี สคร.เป็นเลขานุการ ก็ต้องรวบรวม และจัดทำแผนขึ้นมา 5 ปี เช่น สาขาพลังงานจะไปที่ไหน สาขาประปาจะเป็นอย่างไร โทรคมนาคมเป็นอย่างไร และก็จะมีแผนกลาง ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เช่น สาขา และสาขา พลังงานโทรคมนาคม ให้ใช้ไฟเบอร์ ออพติก ร่วมกันได้ไหม การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ลงทุนไม่ซ้ำซ้อน ทำอย่างไรที่จะใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ขณะเดียวกันจะต้องควบคุมเรื่องที่รัฐวิสาหกิจไปแตกบริษัทลูก หรือการยุบเลิกต่างๆ จะต้องมีการควบคุมซึ่งเป็นนโยบายกลาง อีกเรื่องคือเอกชนร่วมทุน
นอกจากนี้ ที่สำคัญที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคือ การประเมินผล เนื่องจากรัฐวิสาหกิจจะต้องทำแผนรับวิสาหกิจเป็นแผนระยะ 5 ปี เหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จากนั้นจะต้องทำเป็นแผนปฏิบัติการรายปี
ซึ่ง สคร. ก็จะกำกับว่าสามารถดำเนินการไปตามแผนได้สำเร็จหรือไม่ และใช้ตรงนี้เป็นการประเมินผล ซึ่งจะแตกต่างจากการประเมินทุกวันนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนภาพรวมองค์กร และประเมินเพื่อที่จะเอาโบนัสกันไม่ได้ ซึ่งตัวประเมินใหม่จะต้องสะท้อนถึงภาพรวมองค์กร 360 องศา ประเมินทั้งกรรมการและประเมินทั้งองค์กร
หากประเมินผลแล้วทำไม่ได้ตามตัวชี้วัด จะต้องรีบแก้ไขรวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่างๆทันที.
ทีมเศรษฐกิจ
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ภาษี ปฏิรูป
สมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินการคลัง เริ่มต้นว่า ข้อเสนอปฏิรูปที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ การปฏิรูปด้านการคลัง ซึ่ง สปช.เสนอปฏิรูปใน 2 ประเด็น คือ เรื่องภาษี และงบรายจ่ายของประเทศ สมชัย ขยายความว่า การปฏิรูปภาษีมีข้อเสนอ....... อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/385408
http://www.posttoday.com/analysis/interview/385408
ฐานคำนวนปี 2558
...ไทยมีผู้มีรายได้ทั้งหมด 38 ล้านคน มายื่นเสียภาษี 11.7 ล้านราย เสียภาษีจริง 3 ล้านคน หนีภาษี 26.3 ล้านราย (นายกพูดในรายการวันศุกร์ที่30 ตค.58) แต่ละปี หนีภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 70%
...นิติบุคคลจดทะเบียน จำนวน 1.5 ล้านราย เสียภาษีเพียง 6 แสนราย (นายกพูดในรายการวันศุกร์ที่30 ตค.58) หนีภาษีรายได้นิติบุคคล 60%
...ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME)ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไทยทั้งหมด 2.7 ล้านราย เสียภาษีเพียง 3 แสนราย หนีภาษี 2.4 ล้านราย แต่ละปี หนีภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล SME นี้ 88%
...ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย ผ่านเว็บไซด์ เฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์จำนวนทั้งหมดกว่า 5 แสนราย แต่มีผู้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเพียง 1.35 หมื่นราย และ 1.53 หมื่นเว็บไซด์ เพียง 6% ของทั้งหมด หรือหนีภาษีรายได้ด้านนี้ 94%
..อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมูลของไทยน้อยที่สุดในโลกเพียง 7% ประเทศยุโรปอัตราเฉลี่ย 20% ไทยควรเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มได้แล้ว ใครซื้อสินค้ามากจับจ่ายใช้สอยมากกระทบมาก ชาวบ้านใช้จ่ายน้อยกระทบน้อย
...คนไทยเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการจับจ่ายในห้างใหญ่เท่านั้น ร้านค้าทั่วไป อู่ซ่อมรถ ร้านอาหารร้านค้าสถานบริการห้องแถวไม่มีระบบเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ละปี หนีภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 70 %
...ภาษีศุลกากร ก็มีการหลบเลี่ยงช่วยเหลือโดยเจ้าหน้าที่ แต่ละปี หนีภาษีศุลกากร 30%
...ภาษีสัมประสามิตร มีการหนีภาษีสัมประสามิตร 30%
...รวมแล้วแต่ละปีไทยสูญเสียเงินภาษีประมาณปีละ 66.66% คิดเป็นเงินที่สูญเสียทั้งสิ้นปีละ 4 ล้านล้านบาท เก็บภาษีได้จริงเพียงปีละ 33.33% คิดเป็นเงิน 2 ล้านล้านบาท(ฐานปี งปม. 2558)
...เงิน ปีละ 4 ล้านล้านบาท (ฐานคิดปี 2558) เป็นเงินจำนวนมากมหาศาล 2 เท่าของเงินภาษีที่เก็บได้ หรือ 2 เท่าของงบประมาณประจำปีของไทย ถ้าเก็บได้ครบ 100% จะเก็บได้ปีละ 6 ล้านล้านบาท(50%GDP) หรือถ้าเก็บภาษีได้เพียง ปีละ 4 ล้านล้านบาทเมืองไทย จะ ก้าวข้ามพ้นประเทศที่มีรายได้น้อย หรือประเทศที่มีรายได้ปานกลาง สู่ประเทศรายได้สูงเที่ยบเท่าประเทศเจริญระดับสากล มีกระแสเงินหมุนเวียน สามารถสร้างนวัตกรรม แก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำแตกแยกได้
...ร่างภาษีมรดกออกมาแล้ว ผู้ใดได้รับมรดกมูลค่า 100 ล้านบาท(ต่างประเทศ 0.5 แสนดอนล่า)ไม่ต้องเสียภาษีมรดกส่วนที่ มากกว่า100ล้านบาทเท่านั้นจึงจะเสียภาษีเพียง 5% (ต่างประเทศ20-40%) คงมีคนเข้าเกณฑ์เสียภาษีมรดกตัวนี้ในประเทศไทยไม่กี่รายไม่ถึง 20 ราย/ปี ออกกฎหมายต้มคนดู
...รอดูร่างภาษีทรัพย์สิน จะออกมาอย่างไรต้มคนดูอีกไหม
...กฎหมายที่ออกมาย่อมเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นผู้ออกกฎหมายหรือตามอำนาจนายทุนที่ครอบงำ
...ความเหลื่อมล้ำ อันมากมหาศาล ยากที่จะเกิดความปองดอง คนไทยเพียง0.5%(ประมาณ3-4แสนคน)เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 50% ของทรัพย์สินทั้งหมดในประเทศ (ดูจากบัญชีเงินฝากธนาคาร, เจ้าของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์, และเจ้าของโฉนดที่ดิน) คนจนยังถูกกลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างปลุกระดมได้เสมอ
...คนจนยังขาดที่ทำกิน ปัจจัยสี่ไม่เพียงพอ ขาดอาหาร การรักษาพยาบาลขาดคุณภาพ ที่อยู่อาศัยไม่มีแม้ห้องน้ำ แต่คนรวยคนชั้นกลางอยู่อย่างสุขสบาย คนกลุ่มนี้ได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐมากที่สุด จึงต้องเป็นกลุ่มอุ้มชูสังคม เป็นผู้เสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้องเป็นธรรมและเสียสระ
...ภาษีมูลค่าเพิ่มได้จาก การซื้อสินค้า ใช้บริการทั่วไปเช่นซ่อมรถ ที่ไม่ใช่ห้างไม่มีเสียภาษี อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มของไทยถูกที่สุดในโลกเพียง 7% ยุโรป-อเมริกา 15-25% คนจับจ่ายซื้อของและใช้บริการมาก(คนมีเงิน)ย่อมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมาก คนจนใช้จ่ายน้อยย่อมกระทบกับภาษีมูลค่าเพิ่มน้อย
...คนเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเพียง 2 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการพนักงานรัฐวิสาหกิจเพราะหัก ณ ที่จ่าย ควรปรับปรุงให้คนวัยทำงานทุกคนต้องเสียภาษี มีรายได้น้อยเสียน้อยเพื่อสร้างความหวงแหนเงินภาษีของตน ใครไม่มีประวัติเสียภาษีไม่ให้รับเบี้ยยังชีพวัยชรา ยกเว้นคนพิการ
...เมืองไทยมีการหลบเลี่ยงภาษีกันมากได้รับการช่วยเหลือจากข้าราชการกรมเก็บภาษีนั่นเองคิดเป็นจำนวนเงินหลบเลี่ยงคอรับชั่นไม่ต่ำกว่าปีละ 17 % ของGDP เงินหายไปเท่ากับที่เก็บมาได้จริง ในแต่ละปีทีเดียว
...การเก็บรายได้เข้ารัฐประสิทธิภาพต่ำ เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ไทยเก็บได้เพียง 17% ของ GDP (ต่างประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่เก็บได้ 30-40% ของGDP ถือเป็นมาตรฐานสากล ประเทศใดหาได้น้อย GDP น้อย ก็เก็บน้อยตามอัตราส่วน ไม่เกี่ยวกับส่งออกได้มากได้น้อย GDP คือผลผลิตมวลรวมของชาติ เมื่อมีผลผลิตแต่ละรอบ ย่อมมีการจ้างงาน มีการขายจำหน่าย มีรายได้ มีมูลค่าเพิ่มทุกรอบ รัฐมีหน้าที่ปรับปรุงการทำงานหน่วยเก็บรายได้ให้มีประสิทธิภาพ) ต่างประเทศที่สามารถเก็บภาษีได้มากหลบเลี่ยงน้อยเพราะใช้วิธี ระบบการใช้จ่ายผ่านบัตรหรือการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ การใช้จ่ายจะถูกหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ที่จ่ายโดยตรง ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ภาษีรายได้นิติบุคคลจะถูกคำนาณจากข้อมูลรายได้ประจำปี
...[GDPไทยปี 2456 จำนวน 12 ล้านล้านบาท เก็บรายได้ได้ 2 ล้านล้านบาท 17% ของGDP ใช้เงินที่เก็บได้เป็นงบประมาณรายจ่ายในปีนั้น]
...งบประมาณไทย 80% ใช้จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการลูกจ้าง และ 20% ใช้เป็นงบลงทุนเช่นสร้างถนน,โครงสร้างพื้นฐาน,สวัสดิการ,โครงการรัฐบาล
...เรามักเรียกร้องให้รัฐ จัดงปม.เพื่อ ดำเนินการวิจัยนวัตกรรมอย่างน้อย 3 %ของGDP ตามอย่างประเทศพัฒนา แต่ไม่เรียกร้องให้รัฐเก็บรายได้ใกล้เคียงประเทศพัฒนา 35-40%ของGDPด้วย ไทยเก็บรายได้ ได้เพียง 17%ของGDP ดังนั้นหากนำเงินจำนวน 3%ของGDP ซึ่งมีค่าเท่ากับ 18% ของงบประมาณไปใช้จ่ายด้านวิจัยแทบไม่เหลือเป็นเงินลงทุนด้านอื่น ๆ เลย
...เก็บได้ 17% ของ GDP เป็นเงิน 2 ล้านล้านบาท ถ้าเราเก็บได้ 35% ของ GDP เราจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็นเงินงบประมาณไม่ต่ำกว่าปีละ 4 ล้านล้านบาท ใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ 1.6 ล้านล้านบาท ที่เหลือ 2.4 ล้านล้านบาท ใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานและต่อยอดโครงการแก้ความเหลื่อมล้ำได้อย่างพอเพียง ทำได้ทุกปีไม่ต้องกู้ โครงการละ 4 แสนล้านบาท เช่น
1)ใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ 1.6 ล้านล้านบาท
2)เงินวัสดุครุภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้จ่ายในสำนักงานทุกกระทรวง 4 แสนล้านบาท
3)สร้างนิคมการเกษตร นิคมอาชีพมีที่อยู่ที่ทำกินพร้อม ครอบครัวละ5ไร่พร้อมแหล่งน้ำตลอดปี ให้คนจนไร้ที่ทำกินเช่าราคาถูก ปีละแสนครัวเรือน ปีละ 2 แสนล้าน
4)รถไฟรางคู่ ปีละ4 แสนล้าน
5)โครงการเรียนฟรีมีคุณภาพ ปีละ2 แสนล้าน
6)โครงการรักษาฟรีตลอดชีพอย่างมีคุณภาพ และโครงการเบี้ยยังชีพคนอายุ60ปีขึ้นไปจ่ายคนละหมื่นบาท/เดือนอยู่ได้อย่างสบาย ปีละ4 แสนล้าน
7)สร้างถนน และระบบชลประทานป้องกันน้ำท่วม ป้องกันน้ำแล้ง ปีละ4 แสนล้าน
8)สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อต่อยอดอุตสาหกรรม 4 แสนล้านบาท
...ประเทศไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ประเทศรายได้สูง ก้เพราะ 2 ปัจจัยสำคัญคือ
1)เราจัดเก็บรายได้ได้น้อย เงินไม่พอใช้จ่ายลงทุนสร้างนวัตกรรม สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
2)คอรับชั่นทุกหย่อมหญ้าเงินลงทุนร้อยเหลือเป็นเนื้อประโยชน์พัฒนาจริงเพียง 50%
*****************************
รายได้จากภาษีเทียบเป็นร้อยละ GDP ของแต่ละประเทศ ;
ประเทศที่จัดเก็บภาษีได้น้อยมี 3 กรณีคือ
๑)ตั้งใจเก็บภาษีต่ำเพราะรัฐเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน มีรายได้มาก เป็นรัฐสวัสดิการเต็มที่ เก็บภาษีน้อย ประเทศสิงคโปร์เก็บภาษีจากประชากรของเขาน้อยเพียง 14%ของGDP ถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งของประเทศนักธุรกิจ แต่เขามีเงินจากการตั้งกองทุนต่าง ๆ ที่ลงทุนส่วนใหญ่โดยรัฐบาล ออกไปทำธุรกิจทั่วโลกหาเงินรายได้เข้างบประมาณเข้ากองทุนสะสมของประเทศไม่รู้จบ
๒)ตั้งใจเก็บภาษีต่ำเพราะรัฐไม่มีหนี้สิน ไม่จำเป็นสร้างโครงสร้างพื้นฐานมาก สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรเป็นหลัก ไม่เน้นทำรัฐสวัสดิการ ให้ประชาชนอยู่แบบพอเพียงพึ่งพาตนเอง
๒)ตั้งใจเก็บภาษีต่ำเพราะรัฐไม่มีหนี้สิน ไม่จำเป็นสร้างโครงสร้างพื้นฐานมาก สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตรเป็นหลัก ไม่เน้นทำรัฐสวัสดิการ ให้ประชาชนอยู่แบบพอเพียงพึ่งพาตนเอง
๓)จัดเก็บได้น้อย เพราะระบบราชการกรมเก็บภาษีประสิทธิภาพต่ำ
>>>>>คลิกดูเปรียบเทียบรายได้จากภาษีที่เก็บได้เป็นร้อยละ GDP แต่ละประเทศทั่วโลก<<<<<<
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP
6 ข้อ โชว์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม’พ.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2558 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้แจ้งหมายงานเร่งด่วนไปยังผู้บริหารกระทรวงการคลัง ว่าจะเข้าไปมอบนโยบาย สร้างความแปลกใจให้กับข้าราชการและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอย่างมาก
นายสมคิดเปิดเผยหลังมอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงการคลัง ว่า ได้มอบนโยบายในการทำงานระยะที่ 2 โดยแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 6 ด้าน ประกอบด้วย
1.การปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากร เพื่อขยายฐานรายได้ และสร้างความเป็นธรรมให้สังคม โดยจะครอบคลุมหลายเรื่องของระบบภาษี ซึ่งจะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้น โดยไม่เบียดเบียนประชาชน รวมถึงการเดินหน้าการพัฒนาช่องทางการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเพย์เม้นท์ด้วย
สำหรับกลุ่มงานที่
2 การอำนวยความสะดวกในการลงทุน การทำธุรกิจ และการให้บริการประชาชน โดยในวันที่ 6 พ.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายักรัฐมนตรี จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียดแผนการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ หรือ Doing Business โดยจะเร่งให้เกิดผลเร็วที่สุด
3 การพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ( สศค.) เรื่องการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรม ที่จะนำเงินจากกองทุนมาใช้พัฒนาภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติร่วมลงทุน เป็นการยกระดับเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เบื้องต้นจะมีเงินจากรัฐในการจัดตั้งกองทุน
4 เรื่องการพัฒนาตลาดทุนและตลาดเงิน โดยจะให้ สศค. ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้พัฒนาทั้ง 2 ตลาดให้เป็นสากลมากขึ้น และต้องสะท้อนความต้องการของเศรษฐกิจ รวมถึงจะต้องมีการแก้ไขกฎเกณฑ์ กฎหมายให้ทันสมัย คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5-6 เดือน
5 การเน้นการปฏิรูปภายในกระทรวงการคลัง เช่น กรมธนารักษ์ ต้องตอบสนองนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุให้คุ้มกับมูลค่าทรัพย์สิน
6 การคลังเพื่อสังคม เช่น ธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise แนวทางคือดึงภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนด้านสังคม
“เมื่อมาตรการทุกด้านมีความชัดเจนจะเริ่มนำไปชี้แจงกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเวทีการประชุม Asia Economic Forum ช่วงเดือนพ.ย.นี้จะมีการหารือการปฏิรูปด้านต่างๆ ด้วย ส่วนการดำเนินงานในเฟสแรก ที่ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าจะเพียงพอต่อสถานการณ์ขณะนี้แล้ว จะไม่มีการออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ซึ่งหากว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่มีการออกมาตรการแล้ว แต่หากจำเป็นก็จะมีการพิจารณาเพิ่มได้”
นายสมคิดยังกล่าวถึงการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ว่า ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้เชิญกลุ่มคลัสเตอร์ 7-8 ราย ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ชี้แจงในรายละเอียด ก่อนจะไปชี้แจงในที่ประชุมกับนักลงทุนรายใหญ่ในช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้ โดยในที่ 3 พ.ย.นี้ จะมีการเสนอแพ็กเกจการส่งเสริมการลงทุนของเอสเอ็มอีกลุ่มใหม่ เพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่มากขึ้น
“การดำเนินการจากมาตรการทั้งหมดที่ผ่านมาไม่มีทางทำให้รัฐบาลกระเป๋าฉีกอย่างแน่นอน สามารถดูแลการคลังได้เป็นอย่างดี ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่จะดำเนินการนั้นจะเป็นการปรับฐานให้ขยายมากขึ้น ลึกมากขึ้น” นายสมคิดกล่าว
http://www.naewna.com/business/186275
http://www.naewna.com/business/186275
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP
จากแนวหน้าออนไลน์ วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
นายสมคิดเปิดเผยหลังมอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงการคลัง ว่า ได้มอบนโยบายในการทำงานระยะที่ 2 โดยแบ่งกลุ่มงานออกเป็น 6 ด้าน ประกอบด้วย
1.การปฏิรูปโครงสร้างภาษีอากร เพื่อขยายฐานรายได้ และสร้างความเป็นธรรมให้สังคม โดยจะครอบคลุมหลายเรื่องของระบบภาษี ซึ่งจะทำให้รายได้ประเทศเพิ่มขึ้น โดยไม่เบียดเบียนประชาชน รวมถึงการเดินหน้าการพัฒนาช่องทางการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเพย์เม้นท์ด้วย
สำหรับกลุ่มงานที่
2 การอำนวยความสะดวกในการลงทุน การทำธุรกิจ และการให้บริการประชาชน โดยในวันที่ 6 พ.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายักรัฐมนตรี จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงรายละเอียดแผนการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ หรือ Doing Business โดยจะเร่งให้เกิดผลเร็วที่สุด
3 การพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ( สศค.) เรื่องการจัดตั้งกองทุนนวัตกรรม ที่จะนำเงินจากกองทุนมาใช้พัฒนาภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติร่วมลงทุน เป็นการยกระดับเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เบื้องต้นจะมีเงินจากรัฐในการจัดตั้งกองทุน
4 เรื่องการพัฒนาตลาดทุนและตลาดเงิน โดยจะให้ สศค. ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้พัฒนาทั้ง 2 ตลาดให้เป็นสากลมากขึ้น และต้องสะท้อนความต้องการของเศรษฐกิจ รวมถึงจะต้องมีการแก้ไขกฎเกณฑ์ กฎหมายให้ทันสมัย คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5-6 เดือน
5 การเน้นการปฏิรูปภายในกระทรวงการคลัง เช่น กรมธนารักษ์ ต้องตอบสนองนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุให้คุ้มกับมูลค่าทรัพย์สิน
6 การคลังเพื่อสังคม เช่น ธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise แนวทางคือดึงภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนด้านสังคม
“เมื่อมาตรการทุกด้านมีความชัดเจนจะเริ่มนำไปชี้แจงกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเวทีการประชุม Asia Economic Forum ช่วงเดือนพ.ย.นี้จะมีการหารือการปฏิรูปด้านต่างๆ ด้วย ส่วนการดำเนินงานในเฟสแรก ที่ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าจะเพียงพอต่อสถานการณ์ขณะนี้แล้ว จะไม่มีการออกมาตรการอื่นเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ซึ่งหากว่าไม่มีความจำเป็นจะไม่มีการออกมาตรการแล้ว แต่หากจำเป็นก็จะมีการพิจารณาเพิ่มได้”
นายสมคิดยังกล่าวถึงการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ว่า ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้เชิญกลุ่มคลัสเตอร์ 7-8 ราย ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ชี้แจงในรายละเอียด ก่อนจะไปชี้แจงในที่ประชุมกับนักลงทุนรายใหญ่ในช่วงปลายเดือนพ.ย.นี้ โดยในที่ 3 พ.ย.นี้ จะมีการเสนอแพ็กเกจการส่งเสริมการลงทุนของเอสเอ็มอีกลุ่มใหม่ เพื่อให้เกิดธุรกิจใหม่มากขึ้น
“การดำเนินการจากมาตรการทั้งหมดที่ผ่านมาไม่มีทางทำให้รัฐบาลกระเป๋าฉีกอย่างแน่นอน สามารถดูแลการคลังได้เป็นอย่างดี ส่วนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่จะดำเนินการนั้นจะเป็นการปรับฐานให้ขยายมากขึ้น ลึกมากขึ้น” นายสมคิดกล่าว
http://www.naewna.com/business/186275
http://www.naewna.com/business/186275
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558
เหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อ17 สค. 58 และที่ท่าเรือสาธร เมื่อ 18 สค. 58
ไทยรัฐออนไลน์ 18 ส.ค. 2558 19:35
"ถาวร" วิเคราะห์ปม 2 เหตุ บอมม์กรุง เชื่อปัจจัยการเมืองภายในโยงเหตุในอดีต จี้ฝ่ายมั่นคงอย่าลูบหน้าปะจมูกเร่งจับมือป่วน...
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 58 นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่สูญเสียและบาดเจ็บ ทั้งขอประณามทั้งผู้กระทำผิดและผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่มีใจโหดเหี้ยม โดยไม่คำนึงถึงผู้บริสุทธิ์ที่มารับเคราะห์ในครั้งนี้ และตนขอวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดเหตุนี้ 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ 1. การเมืองระหว่างประเทศ จากกรณีที่รัฐบาลไทยเพิ่งผลักดันส่งตัวคนบางเชื้อชาติกลับไปยังประเทศที่เขาถือสัญชาติ โดยไม่สมัครใจเดินทางกลับ อาจทำให้คนเชื้อชาติศาสนานั้น ไม่พอใจจึงมีการโต้ตอบ แต่ตนให้น้ำหนักในเรื่องนี้น้อยมาก หรือแม้แต่เหตุความไม่สงบในภาคใต้ ก็ไม่สามารถเป็นไปได้
นายถาวร ระบุต่อว่า 2. จากเหตุการเมืองภายในประเทศ ซึ่งทุกครั้งที่ฝ่ายการเมืองกลุ่มที่สูญเสียประโยชน์ถูกต้อนเข้ามุมอับ มักจะมีเหตุร้าย รุนแรงเกิดขึ้นทุกครั้ง เช่น การวางระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าหน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน การวางระเบิดที่เกาะสมุยและรวมถึงการวางระเบิดครั้งนี้ที่สี่แยกราชประสงค์ (กรณีการถอดยศ) และมักจะมีการออกข่าวในโซเชียลมีเดียว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ทั้งนี้อยากให้ย้อนไปถึงเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่สยามเมตตาแมนชั่น จ.นนทบุรี เหตุระเบิดที่เขตมีนบุรีและรวมถึงเหตุระเบิดหน้าศาลอาญา งานด้านการข่าวรู้ดีอยู่แล้วว่าโยงยึดของคนในกลุ่มการเมืองฝ่ายใด แต่รัฐบาลชุดนี้ยังจับคนร้ายที่สำคัญไม่ได้
"งานด้านความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน จะคิดลูบหน้าปะจมูก คิดถึงรุ่นและบุญคุณเก่าไม่ได้ เพราะเหตุเกิดแต่ละครั้งมีผลกระทบมหาศาลต่อประเทศชาติและประชาชน จึงขอกราบเรียนมายังรัฐบาลและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงว่า ต้องเร่งจับคนร้ายให้ได้ทุกกรณีที่กล่าวมา สำหรับเหตุวางระเบิดที่เกาะสมุยนั้น ก็รู้กลุ่ม รู้เส้นทางการปฏิบัติงาน รู้จุดพักประกอบระเบิด รู้รถที่ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด รู้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ แต่ยังเงียบจับคนร้ายไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้จริงจังเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงและรักษาความปลอดภัย และติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุร้ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้ รวมถึงจับคนร้ายในคดีที่ฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และคนร้ายที่ฆ่าผู้ชุมนุมมวลมหาประชาชนจำนวน 24 ศพให้ได้ ซึ่งเป็นการเมืองภายใน ขณะนี้รัฐบาลนี้มีอำนาจเต็มมากที่สุด ด้านความมั่นคงอย่าทำให้ประชาชนต้องผิดหวัง" นายถาวร ระบุ
เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 58 นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีเหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์ว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวที่สูญเสียและบาดเจ็บ ทั้งขอประณามทั้งผู้กระทำผิดและผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่มีใจโหดเหี้ยม โดยไม่คำนึงถึงผู้บริสุทธิ์ที่มารับเคราะห์ในครั้งนี้ และตนขอวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดเหตุนี้ 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ 1. การเมืองระหว่างประเทศ จากกรณีที่รัฐบาลไทยเพิ่งผลักดันส่งตัวคนบางเชื้อชาติกลับไปยังประเทศที่เขาถือสัญชาติ โดยไม่สมัครใจเดินทางกลับ อาจทำให้คนเชื้อชาติศาสนานั้น ไม่พอใจจึงมีการโต้ตอบ แต่ตนให้น้ำหนักในเรื่องนี้น้อยมาก หรือแม้แต่เหตุความไม่สงบในภาคใต้ ก็ไม่สามารถเป็นไปได้
นายถาวร ระบุต่อว่า 2. จากเหตุการเมืองภายในประเทศ ซึ่งทุกครั้งที่ฝ่ายการเมืองกลุ่มที่สูญเสียประโยชน์ถูกต้อนเข้ามุมอับ มักจะมีเหตุร้าย รุนแรงเกิดขึ้นทุกครั้ง เช่น การวางระเบิดที่สถานีรถไฟฟ้าหน้าศูนย์การค้าสยามพารากอน การวางระเบิดที่เกาะสมุยและรวมถึงการวางระเบิดครั้งนี้ที่สี่แยกราชประสงค์ (กรณีการถอดยศ) และมักจะมีการออกข่าวในโซเชียลมีเดียว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ทั้งนี้อยากให้ย้อนไปถึงเหตุระเบิดเกิดขึ้นที่สยามเมตตาแมนชั่น จ.นนทบุรี เหตุระเบิดที่เขตมีนบุรีและรวมถึงเหตุระเบิดหน้าศาลอาญา งานด้านการข่าวรู้ดีอยู่แล้วว่าโยงยึดของคนในกลุ่มการเมืองฝ่ายใด แต่รัฐบาลชุดนี้ยังจับคนร้ายที่สำคัญไม่ได้
"งานด้านความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน จะคิดลูบหน้าปะจมูก คิดถึงรุ่นและบุญคุณเก่าไม่ได้ เพราะเหตุเกิดแต่ละครั้งมีผลกระทบมหาศาลต่อประเทศชาติและประชาชน จึงขอกราบเรียนมายังรัฐบาลและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงว่า ต้องเร่งจับคนร้ายให้ได้ทุกกรณีที่กล่าวมา สำหรับเหตุวางระเบิดที่เกาะสมุยนั้น ก็รู้กลุ่ม รู้เส้นทางการปฏิบัติงาน รู้จุดพักประกอบระเบิด รู้รถที่ใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด รู้หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ แต่ยังเงียบจับคนร้ายไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้จริงจังเกี่ยวกับงานด้านความมั่นคงและรักษาความปลอดภัย และติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุร้ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ได้ รวมถึงจับคนร้ายในคดีที่ฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และคนร้ายที่ฆ่าผู้ชุมนุมมวลมหาประชาชนจำนวน 24 ศพให้ได้ ซึ่งเป็นการเมืองภายใน ขณะนี้รัฐบาลนี้มีอำนาจเต็มมากที่สุด ด้านความมั่นคงอย่าทำให้ประชาชนต้องผิดหวัง" นายถาวร ระบุ
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ
จากหนังสือพิมพ์แนวหน้าออนไลน์ วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558
...11 ส.ค. 58 เมื่อเวลา 18.15 น. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ ในมาตรา 260 ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการไม่เกิน 22 คน ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองประเภทละ 1 คน และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 11 คน ซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง โดยมีอำนาจหน้าที่เสริมสร้างการปฏิรูป และกำกับการสร้างความปรองดอง และระงับเหตุที่อาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรง
...กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดอำนาจพิเศษของ กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไว้ในบทเฉพาะกาล ระบุว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้รับการปรึกษากับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว จากนั้น ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้งหรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และถือเป็นที่สุด และเมื่อได้ดำเนินการตามมาตราการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ รายงานต่อประธานสภา ประธานวุฒิสภา รายงานต่อ ประธานศาลศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด รับทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนรับทราบ และเมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นการเปิดประชุมสภา โดยอำนาจพิเศษตามมาตรานี้กำหนดให้ใช้ได้เพียง 5 ปี ซึ่งอำนาจตามมาตรานี้ไม่เหมือนกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพราะไม่มีอำนาจทางตุลาการ
..."ตัวอย่างสำหรับการใช้มาตรานี้ เช่น หากเกิดการชุมนุมขึ้นหลายพื้นที่ จนกลายเป็นจราจล รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ตำรวจ ทหาร ก็ยังเอาไม่อยู่ ถือว่ากลไกทางกฎหมายตามปกติไม่สามารถใช้ได้แล้ว กรรมการยุทธศาสตร์ก็ต้องมาใช้อำนาจตามมาตรานี้ ซึ่งขอบเขตของอำนาจตามมาตรานี้ มีไว้เพื่อทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีการหมกเม็ด แต่เปิดเม็ดวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งยังไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแต่ต้องการทำให้เมืองสงบ" นายบวรศักดิ์ กล่าว
ในที่สุด “กล่องดวงใจ” ที่ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ แอบฝังชิปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกเปิดออกมาเต็มเปา
“แม่ลูกจันทร์” แกะกล่องดวงใจออกมาดู พบ “ยาวิเศษ” บรรจุไว้ 3 ขวด ดังนี้คือ
ยาวิเศษขวดที่ 1, คือ แปลงร่าง คสช.กลายเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ
เป็นซุปเปอร์รัฐบาลซ้อนทับเหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้งอีกที
ยาวิเศษขวดที่ 2, คือการล็อกสเปกให้เกิดรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ที่มี ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆผสมข้ามสายพันธุ์ ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งสภาฯ เพื่อเปิดประตูให้ “คนนอก” แหกด่านมะขามเตี้ยเป็นนายกฯคนกลาง
ยาวิเศษขวดที่ 3, คือ เพิ่มบท เฉพาะกาลให้รัฐบาล คสช.มีอำนาจแต่ง ตั้ง ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ 123 คน
เพื่อให้ คสช.ควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนักการเมืองและเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระได้อย่างสะดวกโยธิน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า การเพิ่มกติกาทั้ง 3 อย่างไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อให้ คสช.ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดระเบียบประเทศ
หรือควบคุมสถานการณ์ประเทศ หรือจัดการกับปัญหาต่างๆต่อไปในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรดแม็ป คสช.ให้ปวดเมื่อยไข่ดัน
เพราะแม้ว่า คสช.ต้องสลายตัวไป หลังมีรัฐบาลใหม่ แต่อำนาจ คสช.ที่ใส่เพิ่มเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่เหมือนเดิม
เพียงแต่แปลงร่าง คสช.เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติฯ เท่านั้นเอง
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯชุดนี้ จะอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี สามารถต่อวีซ่าได้อีก 5 ปี รวมเป็น 10 ปี
โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการส่วนคณะกรรมการจะประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานรัฐสภา ผบ.สูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร. ผบ.ตร. และผู้ทรงคุณวุฒิที่ คสช.แต่งตั้งรวมทั้งสิ้น 21 คน
แต่ที่ “ฮ้อแร่ดอย่าบอกใคร” คือให้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ สั่งการเหนือรัฐบาล สั่งการเหนือรัฐสภา
และให้ถือว่าการกระทำใดๆ ของคณะกรรมการฯทุกกรณีชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงเรือแป๊ะเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบพิเศษสำหรับแป๊ะโดยตรง
เพราะผู้มีอำนาจบารมีเหมาะสมที่จะเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ
คงไม่มีใครเหมาะสมเท่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
และผู้ที่จะได้รับเกียรติสูงสุดบนเก้าอี้นายกฯ คนกลางในรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ
ก็คงไม่มีใครเหมาะสมกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เช่นกัน
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ใช่การต่อท่ออำนาจ คสช.อย่างที่พวกปากหอยปากปูนินทา
แต่เป็นการสร้างทางพิเศษ 8 เลน เพื่อให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ช่วยดูแลรักษาประเทศชาติให้สงบเรียบร้อยไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี
อามะภันเต...มันเป็นเช่นนี้แหละโยม.
แม่ลูกจันทร์
www.thairath.co.th/content/518178
...ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ......ถ้าคิดว่าประชาชนเท่าเทียมกันจริงๆ ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองเท่าเทียมกันจริง ต่อไปนี้ก็ล้มระบบ สส. ล้มระบบเลือกตั้ง ให้จับสลากเอาประชาชนเข้ามาตัดสินเรื่องราวของประชาชนเลย
...รู้หรือไม่ว่าการมีระบบเลือกตั้งเป็นการสะท้อนว่าคนไม่เท่ากัน
...ไชยันต์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญก่อน 22 พ.ค. 2557 ไม่ได้มีความหมายเลย กลุ่มมวลชนปิดสถานที่ราชการ รัฐบาลก็อ้างว่าลาออกไม่ได้ เกิดมีมวลชนฝ่ายรัฐบาลออกมาชุมนุมพร้อมที่จะยกกำลังเข้าหากัน
...นี่คือเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญต้องมีเครื่องมือที่เข้มแข็งพอจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญเองเมื่อเกิดปัญหา จึงไม่พ้นทหาร คนอาจจะมองว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เป็นปัญหา แต่อาจเป็นเครื่องมือที่จำเป็นก็ได้ที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความเข้มแข็งเสียก่อน แล้วค่อยๆ ปรับแก้เปลี่ยนแปลงต่อไป
http://www.posttoday.com/analysis/politic/392751
http://www.posttoday.com/analysis/politic/392751
ผู้เขียน: ไม่แน่ใจ แต่อยากให้ยาวิเศษมีสรรพคุณ อย่างแม่ลูกจันทร์กล่าวว่าไว้จริง ๆ
ความเห็นผู้เขียน
...เป็นความพยายาม หามาตรการสยบปัญหา เมื่อบ้านเมืองไม่สงบ ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายก่อม๊อบต่างไม่ยอมลดราวาศอก รัฐบาลไม่สามารถบริหารให้สงบได้ อดีตในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาปรากฏให้ประจักษ์หลายครั้ง ขอชมเชยถือเป็นนวัตกรรมกลไกใหม่
...เป็นมาตรการมีไว้แก้ปัญหาโดยไม่ต้องทำรัฐประหารไม่รู้จบ เป็นกลไกบริหารทรงอำนาจเด็ดขาดเพื่อสยบจราจล ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องฉีก อารยะประเทศยอมรับได้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์การเมืองเศรษฐกิจเดินต่อได้ สอดคล้องรูปแบบวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย อัตลักษณ์การเมืองไทย พยายามอย่างไรก็กลับสู่วงจรเดิม เป็นวงจรแบบไทยมาเกือบ 100 ปี ยากที่จะปรับเปลี่ยนเป็นอื่น ดังนั้นจัดให้เป็นวงจรถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเถิด ไม่เห็นแปลก แต่ละชาติบนโลกใบนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะรูปแบบการเมืองเป็นของตนเอง ถือเป็นการพัฒนาแก้ปัญหาเฉพาะของเรา ไม่มีรูปแบบการปกครองสากลเหมือนกันเป๊ะทุกอย่างบนโลกนี้ การพยายามตะแบงบุคลิกให้เหมือนคนอื่นไม่มีทางแก้ปัญหาของตนได้ การมีมาตรการแบบนี้ไม่ทำให้ชาติสูญเสียอิสระภาพอธิปไตยอันใดเลย ยังเป็นชาติไทย ของคนไทย เพื่อคนไทย โดยคนไทย เหมือนเดิม
...เมื่อรัฐบาลขาดเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีคนปัจุบันขณะนั้น ย่อมขาดความเชื่อถือจากหลายฝ่าย ช่วงเริ่มเกิดสถานการณ์ ประธานและรองประธานกรรมการฯ ชุดนี้ ควรระบุให้เป็น ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด มีหน้าที่ตัดสินใจ ว่าเมื่อใดเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ เมื่อนั้นให้ประธานเรียกประชุมคณะกรรมการฯ 22คน ดำเนินการได้ทันที ต่อไปจะตั้งใครทำอะไรขึ้นอยู่กับมติคณะกรรมการ
...เนื่องจากสถานการณ์เมืองไทยระยะนี้ หากปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ก็ยากที่จะสงบลงได้ อำนาจพิเศษควรมีไว้เป็นทางออก ซึ่งคงไม่ได้ใช้ถ้าไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงไม่ต้องกลัว และที่เกรงว่าทหารจะเป็นเผด็จการทรราษฎ์ กระทำเอาประโยชน์ส่วนตัว เลยยุคเลยเวลาที่จะทำย่ำยีอย่างนั้นได้แล้ว คนไทยยุคนี้และยุคต่อไปทุกสีไม่มีใครยอมแน่ ดังนั้นเพื่อเป็นทางออกฉุกเฉิน ไม่ควรกำหนดไว้เพียง 5 ปี ตัวอย่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ กำหนดกลไกอำนาจพิเศษไว้พร้อมใช้ได้ตลอด เมื่อประธานาธิบดีโดนลักพาตัว
...เราศรัทธาประชาธิปไตย แต่เราไม่ศรัทธานักการเมืองพรรคการเมืองไทยที่ผ่านมา แอบอ้างประชาธิปไตยซื้อเสียงขึ้นสู่อำนาจ แล้วมากอบโกยเพื่อประโยชน์ตนเอง และพยายามปรับกติกาเป็นเผด็จการรัฐสภา ลดกลไกการตรวจสอบเช่นแก้รัฐธรรมนูญอย่างน่าเกลียด ซื้ออำนาจการตรวจสอบ อย่างซื้อ กกต.
...ในเมื่อกติกาประชาธิปไตยที่ผ่านมา ไม่ถูกกับนิสัยและวัฒนธรรมไทย หันมาใช้ประชาธิปไตยกติกาแบบไทยที่เรากำลังพัฒนาขึ้นมาเอง พัฒนาจากปัญหา จากประสบการณ์ สร้างมาตรการกลไกแก้ปัญหาในอดีต
... ... รัฐบาลที่ทำให้บ้านเมืองสงบ มีเสถียรภาพมั่นคง มีเวลาคิดวางแผนงานโครงการแก้ปัญหาระยะยาวได้ การทุจริตน้อย มีการปราบปรามข้าราชการนักการเมืองทุจริตได้ผลชัดเจน คือยุค จอมพลปอ พิบูรณ์สงคราม ยุคพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ ยุคนายอนันท์ ปัญญารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คือประชาธิปไตยตามแนววิถีไทย ยุคพลเอกเปรมถือเป็นผลการวิจัยที่ผ่านการพิสูจน์สมมติฐานว่ามีนัยสำคัญ เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะกับวิถีแบบไทย หลายท่านอ้างว่า "ไม่เป็นประชาธิปไตยสากล, เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ" ถามว่าประชาธิปไตยสากลเต็มใบ ลองใช้ในไทยหลายยุค,หลายสมัย, หลายปี ผลเป็นอย่างไร ตั้งแต่ ยุคที่1)2475-2480ยุคก่อการ; ยุคที่2)2514-2519ยุคเบ่งบาน; ยุคที่3)2531-2534ยุคพลเอกชาติชาย; ยุคที่4)2540-2548ยุคทักษิณ; ยุคที่5)2550-2557ยุคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ...พิสูจน์แล้วว่า ไม่Sig ไม่มีนัยสำคัญ ใช้ไม่ได้ ไม่ WORK ไม่สามารถนำมาใช้ในไทยได้
...บนโลกนี้ไม่มีกติกาประชาธิไตยเหมือนกัน ไม่มีประชาธิปไตยสากลโลก ทุกประเทศต่างพัฒนาขึ้นมาเป็นแบบเฉพาะของตนเองทั้งสิ้น และปัจุบันตะวันตกได้พัฒนาประชาธิปไตยแตกต่างจากต้นแบบ Original ดั้งเดิมกลายพันธุ์กันเยอะแล้ว เพิ่มมาตรการจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้นและมากขึ้น
...จราจลสีเสื้อ เมื่อพรรคแดงเป็นรัฐบาลมวลชลเหลืองก่อจราจล, เมื่อพรรคเหลืองเป็นรัฐบาลมวลชนแดงก่อจราจลต่างประเทศมีไหมเขามีมาตรการอย่างไร, เมื่อรัฐบาลเสียงข้างมากขาดความชอบธรรมเขามีมาตรการกลไกหาทางออกอย่างไร, เมื่อนักการเมืองซื้อเสียงต่างประเทศมีไหมเขามีมาตรการกลไกอย่างไร, เมื่อพรรคใหญ่ซื้อพรรคเล็กต่างประเทศมีไหมเขามีมาตรการป้องกันอย่างไร, รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์พรรคตนต่างประเทศมีไหมเขามีมารตการอย่างไร, สถานการณ์บางอย่างต่างประเทศไม่มี มีเฉพาะในประเทศไทย เราจึงต้องมีมาตรการเฉพาะของเรา และต้องเป็นมาตรการกลไกที่ได้ผลเตรียมป้องกันไว้แล้ว
...มาตรการเหล่านี้แต่ละชาติล้วนพัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะตัวทั้งสิ้น
...11 ส.ค. 58 เมื่อเวลา 18.15 น. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติ ในมาตรา 260 ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการไม่เกิน 22 คน ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองประเภทละ 1 คน และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 11 คน ซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง โดยมีอำนาจหน้าที่เสริมสร้างการปฏิรูป และกำกับการสร้างความปรองดอง และระงับเหตุที่อาจนำไปสู่การเกิดความรุนแรง
...กมธ.ยกร่างฯ ได้กำหนดอำนาจพิเศษของ กรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไว้ในบทเฉพาะกาล ระบุว่า หากคณะรัฐมนตรีไม่มีเสถียรภาพ จนไม่สามารถบริหารประเทศได้ กรรมการยุทธศาสตร์มีมติคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้รับการปรึกษากับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว จากนั้น ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้งหรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร ให้ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งและการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และถือเป็นที่สุด และเมื่อได้ดำเนินการตามมาตราการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ รายงานต่อประธานสภา ประธานวุฒิสภา รายงานต่อ ประธานศาลศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด รับทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนรับทราบ และเมื่อมีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นการเปิดประชุมสภา โดยอำนาจพิเศษตามมาตรานี้กำหนดให้ใช้ได้เพียง 5 ปี ซึ่งอำนาจตามมาตรานี้ไม่เหมือนกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพราะไม่มีอำนาจทางตุลาการ
..."ตัวอย่างสำหรับการใช้มาตรานี้ เช่น หากเกิดการชุมนุมขึ้นหลายพื้นที่ จนกลายเป็นจราจล รัฐบาลประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ตำรวจ ทหาร ก็ยังเอาไม่อยู่ ถือว่ากลไกทางกฎหมายตามปกติไม่สามารถใช้ได้แล้ว กรรมการยุทธศาสตร์ก็ต้องมาใช้อำนาจตามมาตรานี้ ซึ่งขอบเขตของอำนาจตามมาตรานี้ มีไว้เพื่อทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่มีการหมกเม็ด แต่เปิดเม็ดวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งยังไม่ใช่การสืบทอดอำนาจแต่ต้องการทำให้เมืองสงบ" นายบวรศักดิ์ กล่าว
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558
หลังจากปกปิดเป็นความลับสุดยอดมาหนึ่งปีเต็มๆในที่สุด “กล่องดวงใจ” ที่ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ แอบฝังชิปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ถูกเปิดออกมาเต็มเปา
“แม่ลูกจันทร์” แกะกล่องดวงใจออกมาดู พบ “ยาวิเศษ” บรรจุไว้ 3 ขวด ดังนี้คือ
ยาวิเศษขวดที่ 1, คือ แปลงร่าง คสช.กลายเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ
เป็นซุปเปอร์รัฐบาลซ้อนทับเหนือรัฐบาลจากการเลือกตั้งอีกที
ยาวิเศษขวดที่ 2, คือการล็อกสเปกให้เกิดรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ ที่มี ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆผสมข้ามสายพันธุ์ ไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ทั้งสภาฯ เพื่อเปิดประตูให้ “คนนอก” แหกด่านมะขามเตี้ยเป็นนายกฯคนกลาง
ยาวิเศษขวดที่ 3, คือ เพิ่มบท เฉพาะกาลให้รัฐบาล คสช.มีอำนาจแต่ง ตั้ง ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ 123 คน
เพื่อให้ คสช.ควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนักการเมืองและเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระได้อย่างสะดวกโยธิน
“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่า การเพิ่มกติกาทั้ง 3 อย่างไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อให้ คสช.ยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดระเบียบประเทศ
หรือควบคุมสถานการณ์ประเทศ หรือจัดการกับปัญหาต่างๆต่อไปในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรดแม็ป คสช.ให้ปวดเมื่อยไข่ดัน
เพราะแม้ว่า คสช.ต้องสลายตัวไป หลังมีรัฐบาลใหม่ แต่อำนาจ คสช.ที่ใส่เพิ่มเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่เหมือนเดิม
เพียงแต่แปลงร่าง คสช.เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติฯ เท่านั้นเอง
“แม่ลูกจันทร์” ย้ำว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯชุดนี้ จะอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี สามารถต่อวีซ่าได้อีก 5 ปี รวมเป็น 10 ปี
โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการส่วนคณะกรรมการจะประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานรัฐสภา ผบ.สูงสุด ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ผบ.ทร. ผบ.ตร. และผู้ทรงคุณวุฒิที่ คสช.แต่งตั้งรวมทั้งสิ้น 21 คน
แต่ที่ “ฮ้อแร่ดอย่าบอกใคร” คือให้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ สั่งการเหนือรัฐบาล สั่งการเหนือรัฐสภา
และให้ถือว่าการกระทำใดๆ ของคณะกรรมการฯทุกกรณีชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงเรือแป๊ะเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบพิเศษสำหรับแป๊ะโดยตรง
เพราะผู้มีอำนาจบารมีเหมาะสมที่จะเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดองแห่งชาติ
คงไม่มีใครเหมาะสมเท่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
และผู้ที่จะได้รับเกียรติสูงสุดบนเก้าอี้นายกฯ คนกลางในรัฐบาลปรองดองแห่งชาติ
ก็คงไม่มีใครเหมาะสมกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เช่นกัน
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ใช่การต่อท่ออำนาจ คสช.อย่างที่พวกปากหอยปากปูนินทา
แต่เป็นการสร้างทางพิเศษ 8 เลน เพื่อให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ช่วยดูแลรักษาประเทศชาติให้สงบเรียบร้อยไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี
อามะภันเต...มันเป็นเช่นนี้แหละโยม.
แม่ลูกจันทร์
www.thairath.co.th/content/518178
...ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ......ถ้าคิดว่าประชาชนเท่าเทียมกันจริงๆ ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองเท่าเทียมกันจริง ต่อไปนี้ก็ล้มระบบ สส. ล้มระบบเลือกตั้ง ให้จับสลากเอาประชาชนเข้ามาตัดสินเรื่องราวของประชาชนเลย
...รู้หรือไม่ว่าการมีระบบเลือกตั้งเป็นการสะท้อนว่าคนไม่เท่ากัน
...ไชยันต์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญก่อน 22 พ.ค. 2557 ไม่ได้มีความหมายเลย กลุ่มมวลชนปิดสถานที่ราชการ รัฐบาลก็อ้างว่าลาออกไม่ได้ เกิดมีมวลชนฝ่ายรัฐบาลออกมาชุมนุมพร้อมที่จะยกกำลังเข้าหากัน
...นี่คือเหตุผลว่ารัฐธรรมนูญต้องมีเครื่องมือที่เข้มแข็งพอจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญเองเมื่อเกิดปัญหา จึงไม่พ้นทหาร คนอาจจะมองว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เป็นปัญหา แต่อาจเป็นเครื่องมือที่จำเป็นก็ได้ที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความเข้มแข็งเสียก่อน แล้วค่อยๆ ปรับแก้เปลี่ยนแปลงต่อไป
http://www.posttoday.com/analysis/politic/392751
http://www.posttoday.com/analysis/politic/392751
ผู้เขียน: ไม่แน่ใจ แต่อยากให้ยาวิเศษมีสรรพคุณ อย่างแม่ลูกจันทร์กล่าวว่าไว้จริง ๆ
ความเห็นผู้เขียน
...เป็นความพยายาม หามาตรการสยบปัญหา เมื่อบ้านเมืองไม่สงบ ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายก่อม๊อบต่างไม่ยอมลดราวาศอก รัฐบาลไม่สามารถบริหารให้สงบได้ อดีตในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาปรากฏให้ประจักษ์หลายครั้ง ขอชมเชยถือเป็นนวัตกรรมกลไกใหม่
...เป็นมาตรการมีไว้แก้ปัญหาโดยไม่ต้องทำรัฐประหารไม่รู้จบ เป็นกลไกบริหารทรงอำนาจเด็ดขาดเพื่อสยบจราจล ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องฉีก อารยะประเทศยอมรับได้ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์การเมืองเศรษฐกิจเดินต่อได้ สอดคล้องรูปแบบวัฒนธรรมการเมืองแบบไทย อัตลักษณ์การเมืองไทย พยายามอย่างไรก็กลับสู่วงจรเดิม เป็นวงจรแบบไทยมาเกือบ 100 ปี ยากที่จะปรับเปลี่ยนเป็นอื่น ดังนั้นจัดให้เป็นวงจรถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเถิด ไม่เห็นแปลก แต่ละชาติบนโลกใบนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะรูปแบบการเมืองเป็นของตนเอง ถือเป็นการพัฒนาแก้ปัญหาเฉพาะของเรา ไม่มีรูปแบบการปกครองสากลเหมือนกันเป๊ะทุกอย่างบนโลกนี้ การพยายามตะแบงบุคลิกให้เหมือนคนอื่นไม่มีทางแก้ปัญหาของตนได้ การมีมาตรการแบบนี้ไม่ทำให้ชาติสูญเสียอิสระภาพอธิปไตยอันใดเลย ยังเป็นชาติไทย ของคนไทย เพื่อคนไทย โดยคนไทย เหมือนเดิม
...เมื่อรัฐบาลขาดเสถียรภาพ นายกรัฐมนตรีคนปัจุบันขณะนั้น ย่อมขาดความเชื่อถือจากหลายฝ่าย ช่วงเริ่มเกิดสถานการณ์ ประธานและรองประธานกรรมการฯ ชุดนี้ ควรระบุให้เป็น ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุด มีหน้าที่ตัดสินใจ ว่าเมื่อใดเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลขาดเสถียรภาพ เมื่อนั้นให้ประธานเรียกประชุมคณะกรรมการฯ 22คน ดำเนินการได้ทันที ต่อไปจะตั้งใครทำอะไรขึ้นอยู่กับมติคณะกรรมการ
...เนื่องจากสถานการณ์เมืองไทยระยะนี้ หากปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ก็ยากที่จะสงบลงได้ อำนาจพิเศษควรมีไว้เป็นทางออก ซึ่งคงไม่ได้ใช้ถ้าไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงไม่ต้องกลัว และที่เกรงว่าทหารจะเป็นเผด็จการทรราษฎ์ กระทำเอาประโยชน์ส่วนตัว เลยยุคเลยเวลาที่จะทำย่ำยีอย่างนั้นได้แล้ว คนไทยยุคนี้และยุคต่อไปทุกสีไม่มีใครยอมแน่ ดังนั้นเพื่อเป็นทางออกฉุกเฉิน ไม่ควรกำหนดไว้เพียง 5 ปี ตัวอย่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ กำหนดกลไกอำนาจพิเศษไว้พร้อมใช้ได้ตลอด เมื่อประธานาธิบดีโดนลักพาตัว
...เราศรัทธาประชาธิปไตย แต่เราไม่ศรัทธานักการเมืองพรรคการเมืองไทยที่ผ่านมา แอบอ้างประชาธิปไตยซื้อเสียงขึ้นสู่อำนาจ แล้วมากอบโกยเพื่อประโยชน์ตนเอง และพยายามปรับกติกาเป็นเผด็จการรัฐสภา ลดกลไกการตรวจสอบเช่นแก้รัฐธรรมนูญอย่างน่าเกลียด ซื้ออำนาจการตรวจสอบ อย่างซื้อ กกต.
...ในเมื่อกติกาประชาธิปไตยที่ผ่านมา ไม่ถูกกับนิสัยและวัฒนธรรมไทย หันมาใช้ประชาธิปไตยกติกาแบบไทยที่เรากำลังพัฒนาขึ้นมาเอง พัฒนาจากปัญหา จากประสบการณ์ สร้างมาตรการกลไกแก้ปัญหาในอดีต
... ... รัฐบาลที่ทำให้บ้านเมืองสงบ มีเสถียรภาพมั่นคง มีเวลาคิดวางแผนงานโครงการแก้ปัญหาระยะยาวได้ การทุจริตน้อย มีการปราบปรามข้าราชการนักการเมืองทุจริตได้ผลชัดเจน คือยุค จอมพลปอ พิบูรณ์สงคราม ยุคพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ ยุคนายอนันท์ ปัญญารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี คือประชาธิปไตยตามแนววิถีไทย ยุคพลเอกเปรมถือเป็นผลการวิจัยที่ผ่านการพิสูจน์สมมติฐานว่ามีนัยสำคัญ เป็นประชาธิปไตยที่เหมาะกับวิถีแบบไทย หลายท่านอ้างว่า "ไม่เป็นประชาธิปไตยสากล, เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ" ถามว่าประชาธิปไตยสากลเต็มใบ ลองใช้ในไทยหลายยุค,หลายสมัย, หลายปี ผลเป็นอย่างไร ตั้งแต่ ยุคที่1)2475-2480ยุคก่อการ; ยุคที่2)2514-2519ยุคเบ่งบาน; ยุคที่3)2531-2534ยุคพลเอกชาติชาย; ยุคที่4)2540-2548ยุคทักษิณ; ยุคที่5)2550-2557ยุคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ...พิสูจน์แล้วว่า ไม่Sig ไม่มีนัยสำคัญ ใช้ไม่ได้ ไม่ WORK ไม่สามารถนำมาใช้ในไทยได้
...บนโลกนี้ไม่มีกติกาประชาธิไตยเหมือนกัน ไม่มีประชาธิปไตยสากลโลก ทุกประเทศต่างพัฒนาขึ้นมาเป็นแบบเฉพาะของตนเองทั้งสิ้น และปัจุบันตะวันตกได้พัฒนาประชาธิปไตยแตกต่างจากต้นแบบ Original ดั้งเดิมกลายพันธุ์กันเยอะแล้ว เพิ่มมาตรการจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากขึ้นและมากขึ้น
...จราจลสีเสื้อ เมื่อพรรคแดงเป็นรัฐบาลมวลชลเหลืองก่อจราจล, เมื่อพรรคเหลืองเป็นรัฐบาลมวลชนแดงก่อจราจลต่างประเทศมีไหมเขามีมาตรการอย่างไร, เมื่อรัฐบาลเสียงข้างมากขาดความชอบธรรมเขามีมาตรการกลไกหาทางออกอย่างไร, เมื่อนักการเมืองซื้อเสียงต่างประเทศมีไหมเขามีมาตรการกลไกอย่างไร, เมื่อพรรคใหญ่ซื้อพรรคเล็กต่างประเทศมีไหมเขามีมาตรการป้องกันอย่างไร, รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์พรรคตนต่างประเทศมีไหมเขามีมารตการอย่างไร, สถานการณ์บางอย่างต่างประเทศไม่มี มีเฉพาะในประเทศไทย เราจึงต้องมีมาตรการเฉพาะของเรา และต้องเป็นมาตรการกลไกที่ได้ผลเตรียมป้องกันไว้แล้ว
...มาตรการเหล่านี้แต่ละชาติล้วนพัฒนาขึ้นมาเป็นการเฉพาะตัวทั้งสิ้น
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
เส้นทางขนทองคำโข่โหล่ ของพระยาภักดีชุมพล(แล)
ทองคำบ่อโข่โหล่ ค้นพบเมื่อ พศ. 2367 โดยท้าวศิริ คนลาวที่มาอยู่เมืองไทยนาน ตั้งแต่เด็กติดตามบิดามารดามาราชการสงครามตามธรรมเนียมประเทศราชสมัยพระเจ้าตากสิน นับว่าเป็นคนไทยแล้ว บ่อโข่โหล่อยู่บนหุบเขาอีเฒ่า เทือกเขาเพชรบูรณ์ มีลำน้ำเจียงไหลผ่าน พื้นที่ราบกว้างเป็นหมื่นไร่ มีร่องรอย ขุดหลุมหาแร่ทองคำ จำนวนมากเจ้าหน้าที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าอ้างว่าเป็นพันเป็นหมื่นหลุม หลุมขนาดคนลงได้สะดวก ลึกประมาณ 3-6 เมตร แสดงว่ามีทองคำมากมาย ใช้เวลาขุดร่อนหลายปี
ทองที่ได้ช่วงแรกนำไปบรรณาการแด่เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เจ้าอนุวงศ์เป็นผู้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภักดีชุมพลเจ้าเมืองชัยภูมิ อาณาเขตเมืองประเทศสมัยนั้นไม่มีเส้นแบ่ง แล้วแต่เจ้าเมืองจะใช้กุศโลบายเอาตัวรอดให้อยู่ได้อย่างไร เมื่อเจ้าอนุวงศ์เริ่มคิดกบฏต่อกรุงเทพฯ พระยาแลไม่เอาด้วยเปลี่ยนมาสวามิภักดิ์พระนั่งเกล้าฯ พร้อมบรรณาการต่อเนื่องตามสมควร
เส้นทางการเดินทาง จากบ่อโข่โหล่ ลำห้วยเจียงหรือลำน้ำเจียง บนเขาพระยาฝ่อ สู่บ้านค่ายหมื่นแพ้วชัยภูมิ จากบ่อโข่โหล่ตามลำน้ำเจียงถึงจุดเชื่อม ลำน้ำเจาประมาณ 15 กม. จากจุดเชื่อมแรกนี้ตามลำน้ำเจาถึงจุดเชื่อม ลำน้ำชีประมาณ 10 กม. จากจุดเชื่อมที่สองไปตามลำน้ำชีถึงบ้านค่ายหมื่นแพ้ว ประมาณ 70-80 กม. รวมเส้นทางตามลำน้ำทั้งสิ้นประมาณ ร้อย กม. เศษ
การเดินทางน้ำเป็นไปได้มากที่สุด เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา ประหยัดช้างม้าพาหนะและประหยัดอาหารสัมภาระ ลำน้ำสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์ มีระดับน้ำสูงในห้วยตลอดปี ป่าไม้หนาทึบซับน้ำไหลซึมลงห้วยลำตลอด น้ำไม่ไหลเชี่ยว(ยกเว้นฤดูมรสุม) สามารถพายเรือทวนน้ำได้ในบางฤดู
หากเดินทาง ทางบกใช้ช้างเป็นพาหนะแน่ เพราะช้างเดินป่าได้ และชาวชัยภูมิเป็นนักคล้องช้างนักเลี้ยงช้าง มีร่องรอย เลี้ยงช้างที่บ้านโพนทอง บ้านค่ายหมื่นแพ้ว อย่าลืมว่าคนไทยเชี่ยวชาญ การใช้ช้างม้ามาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ทางเดินช้างมักเดินไปเรียบฝังห้วยน้ำ ผ่าน บ้านโปร่งคลองเหนือ ต.ห้วยต้อน-บ้านชีลองใต้ ต.ห้วยต้อน - บ้านสามพันตา ต.ห้วยต้อน - ออกช่องเขาขาดภูแลนคา - บ้านห้วยกนทา ต.คูเมือง เรียบตามห้วยลำน้ำเจาลำน้ำเจียง - บ้านหัวนาคำ ต.ถ้ำวัวแดง -บ้านบ่อทอง ต.ถ้ำวัวแดง ระยะทางประมาณ 60-70 กม.
ดูภาพจากเพจต่อไปนี้ครับ
https://www.facebook.com/snambin/posts/1018409818191663
https://www.facebook.com/snambin/posts/1016918711674107
http://biodiversity.forest.go.th/TK/index.php?option=com_zoo&task=item&item_id=440&Itemid=11
ทองที่ได้ช่วงแรกนำไปบรรณาการแด่เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์ เจ้าอนุวงศ์เป็นผู้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาภักดีชุมพลเจ้าเมืองชัยภูมิ อาณาเขตเมืองประเทศสมัยนั้นไม่มีเส้นแบ่ง แล้วแต่เจ้าเมืองจะใช้กุศโลบายเอาตัวรอดให้อยู่ได้อย่างไร เมื่อเจ้าอนุวงศ์เริ่มคิดกบฏต่อกรุงเทพฯ พระยาแลไม่เอาด้วยเปลี่ยนมาสวามิภักดิ์พระนั่งเกล้าฯ พร้อมบรรณาการต่อเนื่องตามสมควร
เส้นทางการเดินทาง จากบ่อโข่โหล่ ลำห้วยเจียงหรือลำน้ำเจียง บนเขาพระยาฝ่อ สู่บ้านค่ายหมื่นแพ้วชัยภูมิ จากบ่อโข่โหล่ตามลำน้ำเจียงถึงจุดเชื่อม ลำน้ำเจาประมาณ 15 กม. จากจุดเชื่อมแรกนี้ตามลำน้ำเจาถึงจุดเชื่อม ลำน้ำชีประมาณ 10 กม. จากจุดเชื่อมที่สองไปตามลำน้ำชีถึงบ้านค่ายหมื่นแพ้ว ประมาณ 70-80 กม. รวมเส้นทางตามลำน้ำทั้งสิ้นประมาณ ร้อย กม. เศษ
การเดินทางน้ำเป็นไปได้มากที่สุด เพราะประหยัดแรงงาน ประหยัดเวลา ประหยัดช้างม้าพาหนะและประหยัดอาหารสัมภาระ ลำน้ำสมัยนั้นอุดมสมบูรณ์ มีระดับน้ำสูงในห้วยตลอดปี ป่าไม้หนาทึบซับน้ำไหลซึมลงห้วยลำตลอด น้ำไม่ไหลเชี่ยว(ยกเว้นฤดูมรสุม) สามารถพายเรือทวนน้ำได้ในบางฤดู
หากเดินทาง ทางบกใช้ช้างเป็นพาหนะแน่ เพราะช้างเดินป่าได้ และชาวชัยภูมิเป็นนักคล้องช้างนักเลี้ยงช้าง มีร่องรอย เลี้ยงช้างที่บ้านโพนทอง บ้านค่ายหมื่นแพ้ว อย่าลืมว่าคนไทยเชี่ยวชาญ การใช้ช้างม้ามาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย ทางเดินช้างมักเดินไปเรียบฝังห้วยน้ำ ผ่าน บ้านโปร่งคลองเหนือ ต.ห้วยต้อน-บ้านชีลองใต้ ต.ห้วยต้อน - บ้านสามพันตา ต.ห้วยต้อน - ออกช่องเขาขาดภูแลนคา - บ้านห้วยกนทา ต.คูเมือง เรียบตามห้วยลำน้ำเจาลำน้ำเจียง - บ้านหัวนาคำ ต.ถ้ำวัวแดง -บ้านบ่อทอง ต.ถ้ำวัวแดง ระยะทางประมาณ 60-70 กม.
ดูภาพจากเพจต่อไปนี้ครับ
https://www.facebook.com/snambin/posts/1018409818191663
https://www.facebook.com/snambin/posts/1016918711674107
http://biodiversity.forest.go.th/TK/index.php?option=com_zoo&task=item&item_id=440&Itemid=11
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ราชภัฏ/อาชีวะ/กศน./การศึกษาพื้นฐาน
......มหาวิทยาลัยของไทย หาก งปม.เท่ากัน คุณภาพการจัดการเรียนการสอนไม่ต่างกันมาก แต่ที่มหาลัยดัง ผลิตผู้เรียนออกมามีคุณภาพ ไม่ใช่มหาลัยมีคุณภาพเป็นสำคัญ แต่ได้เด็กหัวดีมีคุณภาพตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนเป็นสำคัญ
......มีคุณภาพเพราะเด็กเก่งเอง มาจากระบบการเรียนกวดวิชาเข้ม ไม่ใช่มหาวิทยลัยทำให้เก่งเกินมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ราชภัฏเขาได้เด็กเหลือขอจากมหาลัยดัง ก็ได้เท่านี้ มหาวิทยาลัยไทยนิยมเปิดสาขาที่สอนง่าย ได้เงินง่าย ไม่สนใจว่าเรียนจบแล้วจะมีงานทำหรือไม่ สาขาที่ขาดแคลนไม่กล้าเปิดมาก ไม่อยากขยายเพิ่ม เช่นวิทยาศาสตร์ เคมี แพทย์ วิศวกรรม เพราะลงทุนสูงมาก กำไรน้อย ไม่ลงทุนจ้างอาจารย์คุณภาพดีสอน กลัวอาจารย์ที่มีอยู่ไม่มีชั่วโมงสอน จ้างพวกอาจารย์คุณภาพต่ำแต่เป็นฐานเสียงเดิม เอามหาวิทยาลัยอาจารย์และผู้บริหารเป็นศูนย์กลางสำคัญ แทนที่จะยึดผู้เรียนนักศึกษาประเทศชาติเป็นศูนย์กลางเป็นฐานการพิจารณาตัดสินใจที่สำคัญ
.......ลงทุนซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ที่ทันสมัยตรงกับตลาดแรงงาน ให้นักศึกษาฝึกใช้ ฝึกปฏิบัติทดลองน้อยมาก ซื้อทีก็มีค่าหัวคิวคอรับชั่น ได้ของคุณภาพต่ำราคาสูง กำหนดเวลาในหลักสูตรให้ฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการน้อยเพราะห่วงแย่งเวลาสอนของอาจารย์ ห่วงอาจารย์จะได้ชั่วโมงสอนค่าสอนน้อยลง จึงทำให้นักศึกษามีเวลาเรียนรู้งานจริง งานตรงกับตลาดแรงงานจริงในสถานประกอบการน้อยมาก เป็นการวางหลักสูตรโดยยึดผลประโยชน์ของอาจารย์ มากกว่าผลประโยชน์ของนักศึกษา มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ
.......ข้อเสนอแนะ ครึ่งเวลาสุดท้ายของหลักสูตรอุดมศึกษาทุกสถาบัน ควรให้ผู้เรียน เรียนรู้กับแหล่งฝึกงาน อย่างบางสาขาที่เดินมาถูกทาง เช่น แพทย์ เรียนปฏิบัติในโรงพยาบาล มีแพทย์ครูพี่เลี้ยง; วิศวกรรม เรียนในโรงงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องมีครูฝึกเป็นพี่เลี้ยง นักศึกษาครู ฝึกปฏิบัติการสอนในโรงเรียนสถานศึกษามีครูฝึกเป็นพี่เลี้ยง บรรดาครูฝึกครูพี่เลี้ยงทุกสาขาต้องผ่านการสรรหาอย่างมีคุณภาพ มีเอกสารรับรอง มีการฝึกอบรม มีการประเมินผ่านไม่ผ่านทุกปี มีค่าตอบแทนพิเศษ มีระบบการนิเทศประเมินผลระหว่างการฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่มีประสิทธิภาพทุกสาขาวิชา ฯลฯ
......โรงเรียนกวดวิชาเป็นตัวช่วยการศึกษาไทยที่สำคัญ ควรมีการตรวจสอบควบคุมคุณภาพ อย่างจริงจังอย่าให้กลายเป็นแหล่งมั่วสุม แต่ไม่ใช่ส่งเสริมโดยการงดภาษี การตรวจสอบเรื่องภาษีที่เข้มข้นถึงเนื้อในรายรับเท่าไร รายจ่ายอะไรบ้าง รายการจ่ายจำเป็นหรือไม่ กำไรจริงเท่าไร เสียภาษีเท่าไร ต่างหากเป็นมาตรการควบคุมคุณภาพทางอ้อม
.......ลงทุนซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ที่ทันสมัยตรงกับตลาดแรงงาน ให้นักศึกษาฝึกใช้ ฝึกปฏิบัติทดลองน้อยมาก ซื้อทีก็มีค่าหัวคิวคอรับชั่น ได้ของคุณภาพต่ำราคาสูง กำหนดเวลาในหลักสูตรให้ฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการน้อยเพราะห่วงแย่งเวลาสอนของอาจารย์ ห่วงอาจารย์จะได้ชั่วโมงสอนค่าสอนน้อยลง จึงทำให้นักศึกษามีเวลาเรียนรู้งานจริง งานตรงกับตลาดแรงงานจริงในสถานประกอบการน้อยมาก เป็นการวางหลักสูตรโดยยึดผลประโยชน์ของอาจารย์ มากกว่าผลประโยชน์ของนักศึกษา มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ
.......ข้อเสนอแนะ ครึ่งเวลาสุดท้ายของหลักสูตรอุดมศึกษาทุกสถาบัน ควรให้ผู้เรียน เรียนรู้กับแหล่งฝึกงาน อย่างบางสาขาที่เดินมาถูกทาง เช่น แพทย์ เรียนปฏิบัติในโรงพยาบาล มีแพทย์ครูพี่เลี้ยง; วิศวกรรม เรียนในโรงงานในสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องมีครูฝึกเป็นพี่เลี้ยง นักศึกษาครู ฝึกปฏิบัติการสอนในโรงเรียนสถานศึกษามีครูฝึกเป็นพี่เลี้ยง บรรดาครูฝึกครูพี่เลี้ยงทุกสาขาต้องผ่านการสรรหาอย่างมีคุณภาพ มีเอกสารรับรอง มีการฝึกอบรม มีการประเมินผ่านไม่ผ่านทุกปี มีค่าตอบแทนพิเศษ มีระบบการนิเทศประเมินผลระหว่างการฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่มีประสิทธิภาพทุกสาขาวิชา ฯลฯ
......โรงเรียนกวดวิชาเป็นตัวช่วยการศึกษาไทยที่สำคัญ ควรมีการตรวจสอบควบคุมคุณภาพ อย่างจริงจังอย่าให้กลายเป็นแหล่งมั่วสุม แต่ไม่ใช่ส่งเสริมโดยการงดภาษี การตรวจสอบเรื่องภาษีที่เข้มข้นถึงเนื้อในรายรับเท่าไร รายจ่ายอะไรบ้าง รายการจ่ายจำเป็นหรือไม่ กำไรจริงเท่าไร เสียภาษีเท่าไร ต่างหากเป็นมาตรการควบคุมคุณภาพทางอ้อม
.......ทำนองเดียวกันเด็ก ที่จะมาเรียนอาชีวะก็เป็นเด็กเหลือขอ จะไปเรียน ม" 4 มหาวิทยาลัยก็คงสู้เขาไม่ได้ จึงเลือกมาเรียนอาชีวศึกษา เด็กอาชีวะ ปวช. 1 ได้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก คำนวณไม่เป็น 50% เข้ามาเรียนปีแรกทุกปี ผลสุดท้ายเรียนไม่ไหว ออกกลางคัน 50% ทุกรุ่น ค่านิยมผู้ปกครองและครูแนะแนวมีอิทธิพลสำคัญ ผู้ปกครองครูแนะแนวเห็นเด็กคุณภาพต่ำแนะแนวแนะนำให้มาเรียนอาชีวศึกษา แทนที่จะแนะนำจากความถนัด ความต้องการตลาดแรงงาน ความสอดคล้องบริบทของผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งจะได้เด็กผู้เข้าเรียนอาชีวศึกษามีคุณภาพบ้าง
......เด็กนักเรียน เรียน ม.ต้น หรือม.ปลาย หรือ ปวช. ในระบบไม่สำเร็จ หนีไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน เอาชื่อไปฝาก ถึงเวลาประเมินผล ผ่านจบสำเร็จตามหลักสูตร แต่ออกมาอ่านเขียนไม่ได้คำนวณไม่เป็น เมื่อได้วุฒิจาก กศน. มีเงินกลับเข้าไปเรียนระดับที่สูงขึ้นในระบบสถานศึกษาเอกชนจบทุกราย แต่ยังอ่านไม่ออก ไม่ชอบค้นคว้าไม่ชอบอ่านหนังสือเหมือนเดิม คุณภาพอย่าพูดถึง เป็นตัวถ่วงคุณภาพการศึกษาภาพรวมของไทยที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง
......ควรยุบเลิกการศึกษานอกโรงเรียน เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ และซ้ำซ้อนโดยใช่เหตุ ไม่เชื่อว่าการศึกษานอกโรงเรียน จะมีระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพขนาดปั้นหรือซ่อมเสริมนักเรียนที่ ที่ตกมาตรฐานจากสถานศึกษาในระบบปรกติ ให้กลับเข้าสู่มาตรฐานตามเกณฑ์ปรกติได้ แต่เป็นการทำลายมาตรฐานการศึกษาไทยให้ต่ำลงมากกว่า การศึกษานอกโรงเรียนมีทุกตำบล หาผลงานด้วยการหาผู้เรียนเข้ามาลงชื่อเรียน จึงมีรายชื่อผู้เรียนทุกปีแต่ไม่เคยเห็นมาเรียนสักคน ไปดูได้ทุกตำบล ถ้ามาเรียนตามรายชื่อจริง สอนมีคุณภาพจริง ตามทีรายงาน ป่านนี้คนไทยน่าจะอ่านออกเขียนได้ 100% อ่านรัฐธรรมนูญเข้าใจได้ทุกมาตราทุกคน มีนิสัยชอบการอ่านกันทุกคน100% เปล่าเลยเหมือนเดิม คนไทยอ่านหนังสือน้อยที่สุดในโลก ผู้บังคับบัญชาอย่าเชื่อรายงานของหน่วยราชการตนเองเด็ดขาด รายงานปรุงแต่งให้ดูดีทั้งนั้น ขนาดการประเมินจากองค์กรภายนอก ก็มีการสร้างข้อมูลเทียมขึ้นทั้งสิ้น อยากรู้ผลการปฏิบัติหน่วยงานของตนให้จ้างหน่วยงานภายนอกมาค้นหา
.......20 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร วันนี้ก็เหมือนเดิม ...20 ปีที่ผ่านมาการศึกษานอกโรงเรียนใช้เงินงบประมาณไปเท่าไร
......เด็กนักเรียน เรียน ม.ต้น หรือม.ปลาย หรือ ปวช. ในระบบไม่สำเร็จ หนีไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน เอาชื่อไปฝาก ถึงเวลาประเมินผล ผ่านจบสำเร็จตามหลักสูตร แต่ออกมาอ่านเขียนไม่ได้คำนวณไม่เป็น เมื่อได้วุฒิจาก กศน. มีเงินกลับเข้าไปเรียนระดับที่สูงขึ้นในระบบสถานศึกษาเอกชนจบทุกราย แต่ยังอ่านไม่ออก ไม่ชอบค้นคว้าไม่ชอบอ่านหนังสือเหมือนเดิม คุณภาพอย่าพูดถึง เป็นตัวถ่วงคุณภาพการศึกษาภาพรวมของไทยที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง
......ควรยุบเลิกการศึกษานอกโรงเรียน เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ และซ้ำซ้อนโดยใช่เหตุ ไม่เชื่อว่าการศึกษานอกโรงเรียน จะมีระบบการเรียนการสอนที่มีคุณภาพขนาดปั้นหรือซ่อมเสริมนักเรียนที่ ที่ตกมาตรฐานจากสถานศึกษาในระบบปรกติ ให้กลับเข้าสู่มาตรฐานตามเกณฑ์ปรกติได้ แต่เป็นการทำลายมาตรฐานการศึกษาไทยให้ต่ำลงมากกว่า การศึกษานอกโรงเรียนมีทุกตำบล หาผลงานด้วยการหาผู้เรียนเข้ามาลงชื่อเรียน จึงมีรายชื่อผู้เรียนทุกปีแต่ไม่เคยเห็นมาเรียนสักคน ไปดูได้ทุกตำบล ถ้ามาเรียนตามรายชื่อจริง สอนมีคุณภาพจริง ตามทีรายงาน ป่านนี้คนไทยน่าจะอ่านออกเขียนได้ 100% อ่านรัฐธรรมนูญเข้าใจได้ทุกมาตราทุกคน มีนิสัยชอบการอ่านกันทุกคน100% เปล่าเลยเหมือนเดิม คนไทยอ่านหนังสือน้อยที่สุดในโลก ผู้บังคับบัญชาอย่าเชื่อรายงานของหน่วยราชการตนเองเด็ดขาด รายงานปรุงแต่งให้ดูดีทั้งนั้น ขนาดการประเมินจากองค์กรภายนอก ก็มีการสร้างข้อมูลเทียมขึ้นทั้งสิ้น อยากรู้ผลการปฏิบัติหน่วยงานของตนให้จ้างหน่วยงานภายนอกมาค้นหา
.......20 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร วันนี้ก็เหมือนเดิม ...20 ปีที่ผ่านมาการศึกษานอกโรงเรียนใช้เงินงบประมาณไปเท่าไร
......อาชีวศึกษามีนโยบายอยากเรียนต้องได้เรียนรับไม่อั้น...ผลปรากฎเด็กอาชีวะ...ออกกลางคันรุ่นละ 50% ทุกรุ่น (เข้า ปวช.1 จำนวน 100 คน สำเร็จการศึกษา ปวช.3 เพียง 50 คน ทุกวิทยาลัยตรวจสอบได้)เข้าทำนองเข้าเรียนง่ายจบยาก เพราะอะไร เพราะ 50 คน ที่ออกไปนั้น 60%(ของ50คนที่ออก) พื้นฐาน อ่าน/เขียน/คำนวณ ไม่ได้ ที่เหลือ 40%(ของ50คนที่ออก) ปัญหาสังคมเช่น ชู้สาว ครอบครัวแตกแยก ครอบครัวไม่มีทุนส่งเรียน เด็กที่เข้าเรียนเรียนอาชีวศึกษา 80-90% เป็นลูกของครอบครัวเกษตรกรและลูกจ้างในโรงงาน ส่วนใหญ่พ่อแม่ทิ้งให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ไปรับจ้างในจังหวัดอุตสาหกรรม
......ดังนั้นปัญหาความยากจนสำคัญมาก ปัญหาพื้นฐานการศึกษาระดับ ม.ต้น ม.ปลาย สำคัญมาก แต่ไทยเน้นให้งบประมาณให้ความสำคัญแก่อุดมศึกษามากมหาศาล ควรเน้นทุ่ม..องคาพยพ,งบประมาณ,สรรพกำลัง,ให้ การศึกษาพื้นฐานให้รายหัวใกล้เคียงกับอุดมศึกษา และให้มีตกซ้ำชั้น หรือตกวิชาใดเรียนใหม่ซ้ำวิชานั้น อย่าหวังแก่คะแนนประเมินมาตรฐาน สมศ.จอมปลอม ให้หวังแก่คุณภาพผู้สำเร็จการศึกษา
......ปัจจุบันอุดมศึกษาเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ 50% ควรเน้นเปิดสาขาที่ขาดแคลน ปิด ปิด และปิดสาขาที่ล้นตลาด เนื่องจากมหาวิทยาลัยขาดแคลนผู้เรียน ควรอนุญาตให้มหาลัยเปิดสอนอาชีวศึกษาได้ อันนี้สำคัญ แต่ปัจจุบัน สกอ.ไม่มีอำนาจ ปล่อยให้มหาวิทยาลัยยึดอำนาจแย่งกันเปิดสาขาที่ตลาดไม่ต้องการปล่อยให้มหาลัยจัดการแย่งผู้เรียนกันเอง ปล่อยฝูงเสือ(มหาลัย)เข้าป่าไปแย่งอาหารกัน สัตว์น้อยใหญ่ในป่า(ผู้เรียน)ตายไม่เหลือซาก ต่อไปคงกินกันเอง
.......ตามกฎหมายการศึกษา กำหนดให้นักศึกษาสามารถโอนผลการเรียน ระหว่างสถานศึกษาได้ แต่ทางปฏิบัติสถานศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับกัน เช่นนักศึกษาจบ ปวส. จากอาชีวศึกษา (เทียบเท่าปี 2 อุดมศึกษา) จะเรียนต่อปริญญาตรีสายเดียวกันในมหาวิทยาลัย ควรเรียนต่ออีก 2 ปี ได้ปริญญา มหาวิทยาลัยไทยไม่ยอมครับ ให้เรียน 4 ปี เสียเวลาผู้เรียน แล้วจะไปเรียนอาชีวะทำไม นี่มันสถานศึกษาประเทศเดียวกันหรือเปล่าครับ อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันหรือเปล่า อุดมศึกษาแย้งว่าอาชีวศึกษาไม่ได้เรื่อง อาชีวศึกษา ติ อุดมศึกษาว่าสอนเด็กทำงานไม่เป็น ตกงาน 50% ของผู้สำเร็จ ป.ตรี อาชีวศึกษาโดนคุมไม่ให้เปิด ปริญญาตรีอาชีวะสายปฏิบัติการมาหลายสิบปีตั้งแต่กำเนิดอาชีวศึกษา เด็กจบ ปวส. อยากได้ปรฺญญาตรี ต้องเปลี่ยนไปเรียนสาขาอื่น ต้องเรียนใหม่ 4 ปี เสียงบประมาณการศึกษามหาศาลโดยไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า
.......ทราบปัญหาแล้ว คงทราบนะครับว่า จะมีข้อเสนอแนะอย่างไร จะแก้อย่างไร มันมีหลายวิธี หากกล้าทำ หากเอาจริง ........ยุค คสช. ทำไม่ได้ อย่าหวังจากยุคอื่นเลยครับ
.......เราจะรวมการศึกษาเป็นหนึ่งเดียวกับ ASIAN เทียบโอนแลกเปลี่ยนกันได้ใน ASIAN อย่าเลย ของเรายังรวมกันไม่ได้ เทียบโอนกันไม่ได้ พูดภาษาไทยกันเองยังไม่รู้เรื่องครับ
......ปัจจุบันอุดมศึกษาเรียนจบแล้วไม่มีงานทำ 50% ควรเน้นเปิดสาขาที่ขาดแคลน ปิด ปิด และปิดสาขาที่ล้นตลาด เนื่องจากมหาวิทยาลัยขาดแคลนผู้เรียน ควรอนุญาตให้มหาลัยเปิดสอนอาชีวศึกษาได้ อันนี้สำคัญ แต่ปัจจุบัน สกอ.ไม่มีอำนาจ ปล่อยให้มหาวิทยาลัยยึดอำนาจแย่งกันเปิดสาขาที่ตลาดไม่ต้องการปล่อยให้มหาลัยจัดการแย่งผู้เรียนกันเอง ปล่อยฝูงเสือ(มหาลัย)เข้าป่าไปแย่งอาหารกัน สัตว์น้อยใหญ่ในป่า(ผู้เรียน)ตายไม่เหลือซาก ต่อไปคงกินกันเอง
.......ตามกฎหมายการศึกษา กำหนดให้นักศึกษาสามารถโอนผลการเรียน ระหว่างสถานศึกษาได้ แต่ทางปฏิบัติสถานศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับกัน เช่นนักศึกษาจบ ปวส. จากอาชีวศึกษา (เทียบเท่าปี 2 อุดมศึกษา) จะเรียนต่อปริญญาตรีสายเดียวกันในมหาวิทยาลัย ควรเรียนต่ออีก 2 ปี ได้ปริญญา มหาวิทยาลัยไทยไม่ยอมครับ ให้เรียน 4 ปี เสียเวลาผู้เรียน แล้วจะไปเรียนอาชีวะทำไม นี่มันสถานศึกษาประเทศเดียวกันหรือเปล่าครับ อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันหรือเปล่า อุดมศึกษาแย้งว่าอาชีวศึกษาไม่ได้เรื่อง อาชีวศึกษา ติ อุดมศึกษาว่าสอนเด็กทำงานไม่เป็น ตกงาน 50% ของผู้สำเร็จ ป.ตรี อาชีวศึกษาโดนคุมไม่ให้เปิด ปริญญาตรีอาชีวะสายปฏิบัติการมาหลายสิบปีตั้งแต่กำเนิดอาชีวศึกษา เด็กจบ ปวส. อยากได้ปรฺญญาตรี ต้องเปลี่ยนไปเรียนสาขาอื่น ต้องเรียนใหม่ 4 ปี เสียงบประมาณการศึกษามหาศาลโดยไม่เกิดประโยชน์คุ้มค่า
.......ทราบปัญหาแล้ว คงทราบนะครับว่า จะมีข้อเสนอแนะอย่างไร จะแก้อย่างไร มันมีหลายวิธี หากกล้าทำ หากเอาจริง ........ยุค คสช. ทำไม่ได้ อย่าหวังจากยุคอื่นเลยครับ
.......เราจะรวมการศึกษาเป็นหนึ่งเดียวกับ ASIAN เทียบโอนแลกเปลี่ยนกันได้ใน ASIAN อย่าเลย ของเรายังรวมกันไม่ได้ เทียบโอนกันไม่ได้ พูดภาษาไทยกันเองยังไม่รู้เรื่องครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)