วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ไทยมีความเหลื่อมล้ำมาก ภาษีลดความเหลื่อมล้ำ


 
...สร้างนโยบายรายจ่ายเช่น.รักษาฟรี,เรียนฟรี,สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ..แต่ไม่สร้างนโยบายวิธีเพิ่มรายได้..งบดุลประเทศจึงไม่สมดุลใช้วิธีกู้มาโปะตลอดทุกรัฐบาล..ต้องการคะแนนเสียงโดยไร้ความรับผิดชอบ..การเก็บรายได้แล้วแต่ข้าราชการกรม/หน่วยหารายได้จะดำเนินการตามบุญตามกรรม

...ไทยมีผู้มีรายได้ทั้งหมด 38 ล้านคน มายื่นเสียภาษี 11.7 ล้านราย เสียภาษี 2 ล้านคน หนีภาษี 26.3 ล้านราย หนีภาษี 70% (ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา)

...นิติบุคคลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME)ไทยทั้งหมด 2.7 ล้านราย เสียภาษีเพียง 7 แสนราย หนีภาษี 2 ล้านราย หนีภาษี 74% (ภาษีรายได้นิติบุคคล)
 
...ข้อเสนอ
...1)การเก็บรายได้เป็นหัวใจสำคัญของชาติ...รัฐควรกำหนดเก็บรายได้เข้ารัฐอย่างน้อยปีละ 40% ของGDP
...2)นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต้องมีทั้งนโยบายโครงการรายจ่ายและนโยบายโครงการหารายรับให้สมดุลโดยไม่ต้องกู้
...3)ให้มีหน่วยตรวจสอบการเก็บภาษีการเก็บรายได้เป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบกรมเก็บภาษีและรัฐวิสาหกิจสร้างรายได้ให้ได้ตามเป้ารวมสากล(40%ของGDP)ที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ,ไม่ละเว้นเลือกปฏิบัติ,ไม่ซูเอี๋ย,ไม่ช่วยเหลือพวกพ้องหลบเลี่ยง
...4)หรือให้หน่วยงานจัดเก็บภาษีเป็นองค์กรอิสระทุกปีต้องเก็บรายได้ให้ได้อย่างน้อย40%ของGDPหากทำไม่ได้ให้สว.ถอดถอนเปลี่ยนกรรมการชุดใหม่มาดำเนินการ...

  ...ปัจจุบันประเทศไทยเราเก็บรายได้...ได้น้อยมาก...เก็บได้ในอัตราครึ่งหนึ่งของสากลประเทศ..คือเพียง17% ของGDP..ใช้เป็นค่าเงินเดือนรายจ่ายประจำก็หมดแล้ว...ต่างประเทศทางตะวันตกเก็บได้เฉลี่ย40%ของGDP..เขาจึงมีเงินเหลือลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างมากมาย

...[GDPไทยปี 2456 จำนวน 12 ล้านล้านบาท เก็บรายได้ได้ 2 ล้านล้านบาท 17% ของGDP ใช้เงินที่เก็บได้เป็นงบประมาณรายจ่ายในปีนั้น]

...งบประมาณไทย 80% ใช้จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการลูกจ้าง และ 20% ใช้เป็นงบลงทุนเช่นสร้างถนน,โครงสร้างพื้นฐาน,สวัสดิการ,โครงการรัฐบาล

...เราชอบเรียกร้องให้รัฐ จัดงปม.เพื่อ ดำเนินการวิจัยนวัตกรรมอย่างน้อย 3 %ของGDP ตามอย่างประเทศพัฒนา แต่ไม่เรียกร้องให้รัฐเก็บรายได้ใกล้เคียงประเทศพัฒนา 35-40%ของGDPด้วย ไทยเก็บรายได้ ได้เพียง 17%ของGDP ดังนั้นหากนำเงินจำนวน 3%ของGDP ซึ่งมีค่าเท่ากับ 18% ของงบประมาณไปใช้จ่ายด้านวิจัยแทบไม่เหลือเป็นเงินลงทุนอื่น ๆ เลย

...ปัญหาคือ
...1)การหลบเลี่ยงซูเอี๋ยโดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ(สูญเสียจากข้อนี้ประมาณ 20-25% ของGDP)
...2)การคิดอัตราภาษีต่ำมากเช่นภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง7%(ยุโรป15-25%)เก็บได้เฉพาะผู้ประกอบการที่มีระบบตรวจสอบจากใบเสร็จที่ให้แก่ผู้ซื้อ
...3)การไม่ขยายฐานเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมให้หลากหลาย เช่น:ควรเก็บเงินค่าผ่านทางจากรถนั่งส่วนบุคคลบนทางหลวงแผ่นดินทุกเส้นทาง
...4)การไม่ขยายฐานชนิดประเภทภาษีให้ครอบคลุม..ประชานิยมให้กลุ่มผู้มีเงิน,กลุ่มนายทุนมาตลอดเกือบ100ปี
...5)การเก็บค่าบริการต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นใช้น้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เรียนฟรี ค่าภาคหลวง ค่าสัมประทาน ค่าธรรมเนียมต่างๆทุกกระทรวงราคาถูกมาก
...6)หน่วยหารายได้และรัฐวิสาหกิจประสิทธิภาพดำเนินการต่ำ
...7)ภาษีรายได้บุคคลธรรมดามีการลดหย่อนมากหลายรายการและมีการหลบเลี่ยงมากทำให้มีผู้เสี่ยภาษีในระบบเพียง 2 ล้านคน ผู้เสียภาษีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเพราะหลบเลี่ยงไม่ได้

...หากเราสามารถเก็บรายได้ในอัตรา40%ปัญหาของชาติเราจะได้รับการแก้ไขได้หลายอย่างเช่น
...1)สร้างโครงสร้างพื้นฐาน,การคมนาคม,ชลประทาน,ป่าชุมชน,สวนสาธารณะ,แหล่งพลังงานสุดยอด
...2)ทุกคนได้รับสวัสดิการ,การรักษาพยาบาลฟรี,อย่างมีคุณภาพ
...3)ประชาชนทุกคนทุกอาชีพรวมทั้งชาวนา/เกษตรกร/ลูกจ้างกรรมกรได้รับเบี้ยยังชีพหรือบำนาญหลังเกษียณมากพอเพียงอยู่อย่างสบายอย่างคนตะวันตก
...4)ราชการจะมีวัสดุเครื่องมือปฏิบัติงานบริการประชาชนทั่วถึงสมบูรณ์อย่างมีคุณภาพ
..........ฯลฯ

...รัฐสร้างถนนให้คนรวยใช้,สร้างรถไฟฟ้ามหานครให้คนกรุงเทพใช้,แต่ขาดเงินสร้างแหล่งน้ำชลประทานให้เกษตรกรขาดเงินสร้างถนนในชนบทให้เกษตรกรคนจน

...สร้างระบบขนส่งมวลชน Low Cross ระหว่างอำเภอตำบลชนบทด้วยระบบรางความเร็วต่ำ60กม./ชม.คนชนบทก็พอใจแล้ว  อย่าเลือกปฏิบัตรเอาใจแต่คนในเมือง สร้างให้คนกรุงเทพปริมลฑลหลายหมื่นหลายแสนล้านบาทนะครับ

...รายได้รัฐแต่ละปีน้อยไม่พอใช้จ่ายสร้างโครงสร้างพื้นฐานกระทรวงคมนาคมควรหารายได้เข้ารัฐเพิ่มลดความเหลื่อมล้ำ
1)เก็บค่าผ่านทางหลวงระหว่างจังหวัดจากรถยนต์นั่งส่วนตัวส่วนบุคคล
2)เพิ่มภาษีทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลส่งเสริมให้ใช้รถโดยสารหรือรถไฟ

ภาษีมรดก..ผู้รับมรดกจะเสียภาษี10%จากส่วนเกิน50ล้านบาทที่รับมา อัตราต่ำผิดคาด ...ความเหลื่อมล้ำเป็นต้นตอปัญหาความรู้สึกไม่เป็นธรรม/ไม่ยุติธรรม/ถูกเอาเปรียบแบ่งชั้น/ปัญหากีฬาสีเสื้อ...เกรงว่าอัตราภาษีมรดก/อัตราภาษีที่ดินที่กระทรวงการคลังยกร่าง..เริ่มต้นก็ต้มคนดูผิดทาง/จะยังคงเป็นปัญหาต่อไปครับ

 อังกฤษ..ผู้รับมรดกต้องเสียภาษี40%จากมรดกส่วนเกินมูลค่า 325,000 ปอนด์(17.033ล้านบาท) รายได้ประชาชาติต่อหัวของอังกฤษสูงกว่าไทย 3.767 เท่าดังนั้นถ้าเทียบเป็นเงินไทยตามฐานะคนไทยก็ควรเอา3.767เท่าหารเท่ากับคนไทยที่รับมรดกเกิน 4.521ล้านบาทขึ้นไปต้องเสียภาษีมรดก ตัวเลขเหล่านี้ปรับขึ้นลงตามมติคณะรัฐมนตรีตามสถานการณ์ไม่ได้ตายตัวแบบกฎหมายไทย ตัวอย่างผู้รับมรดกปราสาทขนาดใหญ่มูลค่าภาษีสูงมากจนไม่มีเงินเสียจำต้องจำหน่ายให้รัฐบาลทั้งหลัง
 ญี่ปุ่น..ผู้รับมรดกต้องเสียภาษี 33% จากมูลค่ามรดกส่วนเกินที่กำหนด
 สหรัฐอเมริกา..ผู้รับมรดกเกิน5.34ล้านดอลลาร์(172.319ล้านบาท) รายได้ประชาชาติต่อหัวของสหรัฐสูงกว่าไทย 12.345 เท่าดังนั้นถ้าเทียบเป็นเงินไทยตามฐานะคนไทยก็ควรเอา12.345เท่าหารเท่ากับคนไทยที่รับมรดกเกิน 13.958 ล้านบาทต้องเสียภาษีแบบขั้นบันใด..ได้รับมรดกน้อยเสียในอัตราน้อยระหว่าง 18-40%จากมูลค่ามรดกที่เกิน5.34ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ปรับขึ้นลงตามมติคณะรัฐมนตรีตามสถานการณ์เช่นกัน..นายบิลเกตส์ นายวอร์เรนบัฟเฟตต์ หรืออภิมหาเศรษฐ๊ใหญ่ๆเขาบริจาคเงินมหาศาลให่สาธารณะเพราะเอาไปไม่ได้ยังไงก็ต้องถูกหักภาษีมรดก 40%
 เยอรมัน แบ่งอัตราจัดเก็บจากผู้รับมรดกเป็นขั้นบันไดอัตราภาษีแตกต่างกันของผู้รับสามกลุ่มได้แก่กลุ่มคู่สมรส-ลูก 7-30% กลุ่มพี่น้องและญาติ15-43% กลุ่มบุคคลอื่น30-50%
 ไต้หวัน..ทายาทนายหวางผู้ก่อตั้งบริษัทฟอร์โมซาพลาสติก กลุ่มทุนใหญ่อันดับสองของไต้หวันเสียภาษีมรดกเป็นเงิน15,180ล้านบาท
 ไทย..ควรเริ่มเสียภาษีโดยผู้รับมรดมูลค่าตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป..อัตราตามขั้นบันไดได้รับน้อยเสียภาษีในอัตราน้อยระหว่าง10-40% เพราะถือว่าได้รับทรัพย์สินมาฟรีๆโดยไม่ต้องทำงานต่างจากคนทำงานอื่นที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจความรู้ความสามาถทั่วไป
 หน่วยงานเก็บภาษี..ทั้งหลายควรเป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ หากปล่อยให้ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือรัฐบาล พวกนี้ไม่กล้ารีดภาษีกลัวเสียคะแนน การเก็บภาษีที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพและมีการหลบเลี่ยงภาษีอย่างมากสูญเสียรายได้ ประมาณ 1 เท่าตัวที่เก็บมาได้..หมายความว่าเก็บมาได้2ล้านล้านบาทหลบเลี่ยงสูญเสียไปจำนวนเท่าๆกัน


ปฏิรูปรายได้รัฐ
รายได้จากภาษีค่าธรรมเนียม ของประเทศต่าง ๆ
ฝรั่งเศส    41%GDP   สวีเดน     36%GDP    เยอรมัน   29%GDP    อิตาลี      36%GDP
อังกฤษ    36%GDP   ฮังการี     35%GDP  เกาหลีใต้  18%GDP  อินโดนิเซีย 14%GDP
ไทย        17%GDP

รายได้จากภาษีเมื่อเทียบกับร้อยละ GDP ที่แต่ละประเทศเก็บได้
https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_countries_by_tax_revenue_as_percentage_of_GDP



ภาษีลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มรายได้ภาครัฐ               

1) ที่ดินหากไม่เสียภาษีติดต่อกัน 5ปี ให้ยึดเป็นของรัฐ ที่ดินในแผ่นดินผู้ซื้อมีเวลาถือครองและโอนให้ทาญาติถือครองต่อเนื่องกันไม่เกิน 100 ปี นับจากเวลาที่ซื้อไป ครบกำหนดรัฐนำประกาดราคาขาย ภาษีที่ดิน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดราคาที่ดิน  เช่นเก็บภาษี อัตรา 0.1% ของราคาประเมิน  (สำหรับนิติบุคคลที่ใช้ที่ดินประกอบการอุตสาหกรรม การพาณิชย์ การเกษตร และฟาร์มเก็บภาษีอีกอัตราหนึ่ง)

2) ภาษีมรดก 30%ของทรัพย์สินที่ได้รับมาจากการให้หรือจากมรดก  ภาษีมรดกต้องมี มหาเศรษฐีโลกหลายคนเช่น บิลเกตส์, บัฟเฟอร์ ยัง แนะนำว่าถ้าไม่มีภาษีมรดก ก็ไม่ยุติธรรมกับสังคมเนื่องจากได้มรดกมาดุจอภิสิทธ์ชน ไม่ยุติธรรมกับคนเริ่มต้นมือเปล่าทั่วไป

3) วันที่ 28 ธค.2556 สภาศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสพิพากษาอนุญาตให้รัฐบาลเก็บภาษีของผู้มีรายได้สูงกว่า 1 ล้านยูโร(45ล้านบาท)ต่อปีด้วยอัตรา 75% ตามที่ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองค์ หาเสียงไว้(มีรายได้ 100 ส่วนโดนเก็บภาษี 75 ส่วนโดยให้บริษัทเป็นผู้จ่าย) มีผลเป็นเวลา 2 ปีตั้งแต่ปี 2556-2557 เพื่อจำกัดการจ่ายเงินเดือนอัตราสูงแก่ผู้บริหารของบริษัทต่าง ๆในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ กระทบประมาณ 470 บริษัท รัฐเพิ่มรายได้เพียง 210 ล้านยูโรต่อปี

4) ภาษีมูลค่าเพิ่มควรปรับจาก 7% เป็น 15% ของราคามูลค่าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ภาษีที่ได้มานำไปจ่ายเป็นสวัสดิการประชาชน ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และพัฒนาแหล่งน้ำ ใครซื้อมากเสียภาษีมาก คนรวยซื้อสินค้ามากกว่าคนจน .....ตัวอย่าง.....สินค้าต้นทุน100 บาท นำมาขายรวมกำไร120 บาท มูลค่าเพิ่ม20 บาท เสียภาษี 15% ของ 20 บาท =3 บาท(ภาษีขาย-ภาษีซื้อ คือ 18-15=3บาท)  หากเป็นไปตามระบบ เสียภาษีถูกต้องทุกขั้นตอน ผู้ซื้อจ่ายค่าสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 120+3 บาท........ไม่ใช่120+18 อย่างปัจจุบัน ผลักมาให้ผู้ซื้อรายย่อย รับไปแต่เพียงผู้เดียว

5) กำไรจากการขายหุ้น ตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินปันผล ควรหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย20-30%ของกำไรสุทธิ ให้ โปกเกอร์ หักจ่ายให้กระทรวงคลัง นักลงทุนก็เหมือนกับผู้ประกอบการ ขาดทุนต้องช่วยตัวเอง มีกำไรต้องเสียภาษีเงินได้

6)หุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นธนาคารกรุงไทย การบินไทย  ปตท. ทำอย่างไรจะให้คนไทยที่ยากจนเป็นเจ้าของหุ้นบ้าง ตลาดหลักทรัพย์ควรขยายส่งเสริมให้คนชนบทได้เล่นหุ้นอย่างสะดวกบ้าง ดีกว่าเล่นหวย เพื่อส่งเสริมการติดตามข่าวสาร การอ่านหนังสือ การใช้อินเตอร์เน็ท คนไทยชนบทชอบเสี่ยงอยู่แล้ว สังเกตจากการเล่นหวยงวดละเกือบ พันล้านบาท คนติดตามข่าวสารมากๆ ปัญหาการแบ่งแยก กีฬาสีจะลดลง

7) เก็บภาษีมลพิษ จากโรงงานการผลิต โรงงานอุตสาหกรรม หรือการประกอบการ ที่สร้างมลพิษ ฟาร์มที่ส่งกลิ่นเหม็น น้ำเสีย สารเคมี สู่อากาศ สู่น้ำ สู่สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ

8)ขึ้นภาษีประจำปีทะเบียนรถยนต์ส่วนตัว เก็บค่าผ่านทางระหว่างจังหวัดจาก รถยนต์ส่วนตัว.......พวกเราสะดวกสบาย ขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากไร้เหลื่อมล้ำ ค่าครองชีพสูง ขาดสวัสดิการ  ฯลฯ
 
9) ภาษีคนเมืองใหญ่ คนอยู่เมืองใหญ่ใช้สาธารณะประโยชน์ มากกว่าคนชนบท เช่น ถนนหลวง ตรอก ซอย ไฟฟ้าแสงสว่าง  ตำรวจ การบริการต่าง ๆ สวนสาธารณะ ดังนั้นควรเก็บภาษีคนเมืองใหญ่ เช่นภาษีรายได้ ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน ของคนเมืองใหญ่ ควรจ่ายมากกว่าคนเมืองเล็ก คนชนบท

10)เลิกลดหย่อน การออมประกันภัย การออมกองทุนรวมต่าง ๆ
 
11)วัดที่รายได้มากกว่าปีละ 30 ล้านบาทต้องเสียภาษีเงินได้เทียบเท่าภาษีเงินได้นิติบุคคล รายได้ทุกชนิดเช่น เงินบริจาคเงินผ้าป่ากฐินหรือการจำหน่ายวัตถุมงคลจำหน่ายสินค้าดอกไม้ธูปเทียนฯลฯ,..พระสงฆ์รายบุคคลห้ามมีสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ ห้ามมีเงินสดหรือเงินในบัญชีธนาคารเกิน 1ล้านบาท ทรัพย์สินอื่นใดของสงฆ์รายบุคคลให้ตกเป็นของวัดที่พระสงฆ์รูปนั้นสังกัด


คนไทยใครเสียภาษีรายได้ส่วนบุคคลบ้าง

เมื่อปี 2557 นิติบุคคลเฉพาะผู้ประกอบการขนาดย่อม SME ทั้งประเทศจำนวน 2.7 ล้านราย มีผู้เสียภาษีเพียง 7แสนราย ที่เหลือ 2 ล้านรายหลบเลี่ยงหนีภาษี

รายงานผลสำรวจของสำนักงานสถิตแห่งชาติในปี 2553 ระบุว่าจากคนไทย 66 ล้านคนเป็นแรงงานในระบบประมาณ 38 ล้านคน(ส่วนที่เหลือ 28 ล้านคนเป็น เด้กคนชรา นักบวช และผู้ช่วยครัวเรือน) แบ่งเป็นมนุษย์เงินเดือน 17 ล้านคน และกลุ่มอาชีพอิสระ เช่น หมอ วิศวะ ก่อสร้าง เกษตรกร แท็กซี่ หาบเร่แผงลอยอีก 21 ล้านคน

แต่ที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มผู้มีเงินได้ 38 ล้านคน มีรายได้ไม่ถึง 300 บาทต่อวัน จำนวน 11.5 ล้านคน กลุ่มนี้อยู่นอกฐานภาษีของกรมสรรพากร เพราะมีรายได้ไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ส่วนกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่เหลือ 5.5 ล้านคน ได้รับค่าแรงเกินวันละ 300 บาท เมื่อรวมกับกลุ่มอาชีพอิสระจำนวน 21 ล้านคน จะมีจำนวนผู้เสียภาษี 26.5 ล้านคน ปรากฏว่าในปี 2554 มีคนมายื่นแบบ ภ.ง.ด.90-91 กับกรมสรรพากรแค่ 11.7 ล้านคน แต่อีก 14.8 ล้านคน ไม่มายื่นแบบเสียภาษี

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรยืนยันว่า จริงๆ จำนวนผู้ที่มายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดากับกรมสรรพากร (ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90, 91) ไม่ได้ลดลง ตรงกันข้ามตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 8 ล้านคน เป็น 9 ล้านคน และปัจจุบัน 11.7 ล้านคน แต่ในบรรดาคนที่มายื่นแบบ ภ.ง.ด.90, 91 จำนวน 11.7 ล้านคนนั้น มีผู้ที่เสียภาษีจริงๆ แค่ 2 ล้านคน อีกประมาณ 9 ล้านคน เข้ามายื่นภาษีฯ อยู่ในระบบแล้ว เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เหลือเงินได้สุทธิไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี จึงหลุดออกไปอยู่นอกฐานภาษี

ข้อมูลจากกรมสรรพากรระบุในรายละเอียดว่า กลุ่มผู้ที่เสียภาษีเงินได้บุคคธรรมดา 2 ล้านคนนั้น มีผู้ที่มีรายได้เกินกว่า 4 ล้านบาทต่อปี เสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 37% ของรายได้สุทธิ อยู่ประมาณ 30,000 คน ซึ่งจ่ายภาษีคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้ อย่างในปีงบประมาณ 2554 กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 236,339 ล้านบาท ซึ่งมีผู้มีรายได้สูงประมาณ 30,000 คนนี้ จ่ายภาษีประมาณ 120,000 ล้านบาท เฉลี่ยจ่ายภาษีคนละ 4 ล้านบาทต่อปี(คน 3 หมื่นจ่ายภาษีเงินได้ครึ่งของทั้งหมด) ส่วนผู้เสียภาษีที่เหลืออีกประมาณเกือบ 2 ล้านคน จ่ายภาษีได้ประมาณ 120,000 ล้านบาท เฉลี่ยต่อหัวจ่ายภาษีคนละประมาณ 60,000 บาทต่อปี

สรุป
มนุษย์เงินเดือนทั้งหมด                        17    ล้านคน
มนุษย์อาชีพอิสระทั้งหมด                     21    ล้านคน
รวมผู้มีเงินได้ทั้งหมด                          38    ล้านคน
รายได้ไม่ถึงเกณฑ์                        11.5 ล้านคน
ไม่มายื่นแบบเสียภาษี                         14.8  ล้านคน
มายื่นแบบเสียภาษีเพียง                      11.7  ล้านคน
มายื่น 11.7 ล้านคน มีผู้เสียภาษีจริงเพียง  2     ล้านคน
(หักค่าลดหย่อนเหลือเงินได้ไม่ถึง 1.5 แสนบาท/ปี ไม่ต้องเสียภาษี)

ผู้มีรายได้ทั้งหมด 38 ล้านคน เสียภาษีเพียง 2 ล้านคน

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลงเลื่อย

เงินได้พึงประเมิน             เสียภาษี2555    ภาษี2556-2557

0-150,000                      ยกเว้น                     ยกเว้น
150,000-300,000            10%                        5%
300,001-500,000            10%                       10%
500,001-750,000            20%                       15%
750,001-1,000,000        20%                        20%
1,000,001-2,000,000      30%                       25%
2,000,001-4,00,000        30%                       30%
มากกว่าสี่ล้าน                  37%                       35%

หมายเหตุ       ผู้มีเงินได้360,000บาท มีประมาณ 1.4ล้านคน
                     ผู้มีเงินได้ สี่ล้านบาทขึ้นไปมีเพียงประมาณ 2 พันคน

ลดหย่อนเยอะหลายอย่างได้แก่
1)รายได้ไม่ถึง 150,000/ปี ไม่ต้องเสียภาษี
2)ลดค่าใช้จ่ายตนเอง 60,000 บาท
3)ลดหย่อนให้ส่วนตัวอีก 30,000
4)ลดหย่อนให้คู่สมรส 30,000
5)บุพการีคนละ 30,000
6)บุตรคนละ 30,000
7)การศึกษาของบุตรคนละ 2,000
8)เบี้ยประกันชีวิตอย่างน้อย 10ปี จริงไม่เกิน 100,000 บาท
9)เงินสมทบเข้ากองทุนเลี้ยงชีพ จริงไม่เกิน 10,000
10)ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน จริงไม่เกิน 100,000
11)เงินสมทบประกันสังคม เท่าจ่ายจริง
12)เงินบริจาคเพื่อการศึกษา 2เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10%
13)เงินบริจาคการกุศลจริงไม่เกิน 10%
14)เงินเบี้ยประกันสุขภาพบุพการีตามจ่ายจริงไม่เกิน 15,000
15)เงินเบี้ยประกันสังคมประเภทบำนาญตามจ่ายจริง
16)เงินซื้อหน่วยลงทุนกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)ตามจริง
17)เงินซื้อกองทุนระยะยาว(LTF)ตามจริง (ข้อ15+16+17ไม่เกิน15%หรือ150,000บาท)
18)ผู้สูงอายุเกิน65ปียกเว้นเงินได้ 190,000บาท
19)เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานแต่ไม่เกิน300,000บาท

......กระผมเห็นว่าหากรัฐจัดโครงการประชานิยมเต็มรูปอย่างนี้ รัฐควรยกเลิกค่าลดหย่อนภาษีทุกตัวครับ
......สมัยโรมันครอบครัวได้สิทธิเป็นพลเมืองโรมันได้รับสวัสดิการและมีสิทธิเลือกตั้งคือครอบครัวที่มีเงินซื้ออาวุธให้รัฐหรือพร้อมให้ลูกชายถูกเกณฑ์เป็นทหารรับใช้ชาติหรือผู้เสียภาษีให้รัฐ เมืองไทยเอาบ้างดีไหม ใครไม่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่มีสิทธิเลือกตั้งทุกระดับ และไม่มีสิทธิได้รับสวัสดิการ ซึ่งตามจำนวนผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาปัจจุบันจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เพียง 2 ล้านคน ใครอยากได้สิทธิต้องหารายได้มาเสียภาษีครับ ใครไม่มีเงินให้มาลงทะเบียนทำงานลงแขกให้ภาคเกษตรฟรีในปีนั้น หรือทำงานในสายการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมยกค่าแรงให้รัฐส่วนหนึ่ง ......55555......

...... รายได้แผ่นดินควรอย่างน้อย 35 % ของ GDP  งบค่าดำเนินการควรมากกว่างบเงินเดือน 2-3 เท่า  นั่นคือรัฐควรหารายได้เพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวจากปัจจุบัน

 ....หน่วยงานเก็บรายได้ รมต.คลัง มีหน้าที่ค้นหาและเก็บรายได้ทุกเม็ด อย่างจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติ ปัจจุบันไทยเก็บภาษีประสิทธิภาพต่ำมากๆ มีการหลบเลี่ยงภาษีประมาณ 1 เท่าที่เก็บได้ ทุกคนทุกสถานประกอบการที่มีรายได้ต้องเสียภาษี   คนไทยอยู่ในระบบภาษีรายได้ส่วนบุคคลเพียง 2 ล้านคน เมื่อไม่เสียภาษีทางตรงก็ไม่สนใจการใช้เงินภาษีของข้าราชการและรัฐบาล
.......หากทุกรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพจัดเก็บต่ำ กลัวเสียคะแนน ควรแก้รัฐธรรมนูญให้หน่วยหารายได้แผ่นดินเป็น"องค์กรอิสระ"
.......หรือตั้งองค์กรอิสระเพิ่มอีกองค์กร มีหน้าที่ เร่งรัด ติดตาม ตรวจสอบ ลงโทษ อปท.และหน่วยเก็บรายได้แผ่นดินไม่ครอบคลุมทั่วถึง หรือเลือกปฏิบัติ
0)ภาษี ค่าธรรมเนียม รายได้ ที่หน่วยราชการจัดเก็บปัจจุบัน ยังมีการเลี่ยง เก็บไม่ทั่วถึง ไม่ครอบคลุม เลือกปฏิบัติ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง และ อปท. ต้องติดตามเก็บทุกเม็ดอย่างจริงจัง รายได้ที่เสียไปจากข้อนี้น่าจะมากกว่า 1 ล้านล้านบาท/ปี (50% ของรายได้ทั้งหมด)
1)ค่าธรรมเนียมค่าผ่านทางหลวงระหว่างจังหวัดเฉพาะรถนั่งส่วนตัว (คนจนไม่ได้ใช้...ลดความเหลื่อมล้ำ)
2)เพิ่มภาษีทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคล(รถเยอะ งปม.สร้างถนนจำกัด คนจนไม่ได้ใช้)
3)ภาษีสรรพสามิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนปริมาณพลังงานตั้งแต่ 275 กิโลแคลอรี่ต่อน้ำหนัก 100 กรัม เช่น ขนมขบเคี้ยว ลูกอม ขนมคัสตาร์ดคาราเมล เนยถั่ว น้ำอัดลม ไอศกรีม ประเทศเม็กซิโกเก็บ 8 % ของราคา ต้านเบาหวานโรคอ้วน(เมกซิโกโมเดล)
4)ภาษีธุรกิจเฉพาะอีคอมเมิร์ซ เช่นภาษีธุรกิจการอัพโหลดแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจซื้อขายสินค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและผ่านทีวี ธุรกิจโฆษณาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและผ่านทีวี (USA Model)
5)เก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้ามีมากจ่ายมากเริ่มที่0.1% ของราคาที่ดิน ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า มีมากจ่ายอัตรามากเพิ่มขึ้นเริ่มต้นที่ 30ล้านบาท
6)ภาษีการพนันในชนบทเล่นกันทั่วไปตามงานศพ มีบ่อนเถื่อนอยู่ทั่วไป ......ควรอนุญาตเปิดเมืองบ่อนคาซิโนภาคละแห่งสองแห่ง เข้าถึงได้เฉพาะเครื่องบิน (คนรายได้น้อยในประเทศห้ามเล่น) มาเลย์ สิงคโปร์ ลาว พม่า เขมร รอบบ้านเรา เขามีกันตั้งนาน ดูดเงิน สร้างเมือง สร้างชาติ สร้างงาน สร้างรายได้มหาศาล
7)ภาษีธุรกิจเฉพาะโรงแรมและการบริการด้านท่องเที่ยวเพราะรัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเพิ่มค่าลดหย่อนจากค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวให้แก่ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาแล้ว
8)ภาษีธุรกิจเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน ส่งเสริมเมืองโรงพยาบาลบริการคนประเทศเพื่อนบ้านตั้งตามตระเข็บชายแดน (การแพทย์ไทยจุดแข็ง)
9)ภาษีธุกิจเฉพาะสถานดูแลคนชราชาวต่างประเทศ ......ส่งเสริมสถานดูแลคนชราสำหรับเศรษฐีชาวต่างประเทศ เข่น ญี่ปุ่น และในประเทศแบบ VIP (การดูแลคนไทยถนัด)
10)ภาษีการใช้น้ำชลประทานทำนาปัง
11)ภาษีธุรกิจเฉพาะกำไรจากการเล่นหุ้นระยะสั้นลดความเหลื่อมล้ำ(บราซิลโมเดล)
12)ยกเลิกการลดหย่อน การออมกองทุนรวม LTF,RMF, เลิกลดหย่อนเบี้ยประกันภัย, คนรวยมีลดหย่อนเสียอัตราภาษีน้อยกว่าบุคคนที่ไม่มีอะไรลดหย่อน
13)ส่งเสริมทุนไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านให้มากกว่านี้ พันเท่า ทูตพาณิชย์ทำงาน จับมือคนไทยทุนหนาลงมือเลย (ส่งเสริมจุดแข็งธุรกิจไทย)
14)ภาษีสรรพสามิตสิ่งแวดล้อมจากโรงงานที่ทิ้งน้ำเสีย ของเสีย อากาศเสีย เสียงดัง
15)ภาษีสรรพสามิตสลากกินแบ่งรัฐบาล ภาษีหวยใต้ดินจัดเข้าระบบกฎหมายรายได้มหาศาล
16)ภาษีธุรกิจเฉพาะตลาดนัด มีมากทุกแห่งในต่างจังหวัด ชนบท รวมทั้งตลาดนัดสวนจัตุจักร
17)ภาษีธุรกิจเฉพาะโรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนอาชีพอิสระของเอกชน เช่น โรงเรียนสอนช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ ซ่อมไฟฟ้าในรถยนต์  ฯลฯ
18)ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ปัจจุบันมีเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่ยังไม่เก็บภาษี และเลิกอุดหนุนเพื่อลดราคาพลังงานคนจนได้ประโยชน์ไม่คุ้ม งปม.ที่รัฐจ่ายออกไป
19)ภาษีธุรกิจเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน ปตท.  กำไรมาก ปีละแสนล้าน ต้องเก็บภาษีแบ่งเข้ารัฐนอกจากเงินปันผลปรกติ
20)ภาษีสรรพสามิตโรงแรมรีสอร์ท มีเยอะทั่วไทย
21)ภาษีธุรกิจเฉพาะการค้าทองคำ มีการซื้อขายหมุนเวียนจำนวนมาก และภาษีศุลกากรหรือภาษีนำเข้าทองคำประเทศอินเดียใช้ 10%
22)ภาษีธุรกิจเฉพาะกองทุน ภาษีตราสารหนี้ต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย์
23)ภาษีเฉพาะโรงเรียนกวดวิชา ภาษีรายได้นิติบุคคลจากวัดเกินปีละ30 ล้านบาท
24)ภาษีธุรกิจเฉพาะห้างค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า
25)ภาษีรายได้นิติบุคคล เดิม 30% ของรายได้หรือของกำไร  รัฐบาลลดให้เหลือ 20% เพื่อจูงใจการลงทุน สูญเสียเงินรายได้เข้ารัฐไปปีละ 2 แสนล้านบาท
26)ภาษีที่ให้ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น(อปท.)ได้แก่ เทศบาล อบต. เขาจัดเก็บไม่ได้ผล เพราะผู้บริหาร อปท. ไม่กวดขันเอาจริง กลัวเสียคะแนน ทำให้สูญเสียรายได้มหาศาล ขอย้ำว่ามหาศาล เช่นภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่ อากรฆ่าสัตว์และค่าธรรมเนียมรวมถึงประโยชน์อื่นอันเกิดจากการฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล เงินอากรประทานบัตร ใบอนุญาตและอาชญาบัตรตามกฎหมายว่าด้วยการประมง ค่าภาคหลวงและค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้  ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่เก็บในอบต. ค่าภาคหลวงปิโตเลียม เหมืองแร่  ภาษีหาบเร่แผงลอย ฯลฯ
2X)เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 15% ใครใช้จ่ายมากเสียภาษีมาก  ยกเว้นสินค้าในครัวเรือนใช้ 10%  ในยุโรปหลายประเทศ     เช่น  อิตาลี  ฝรั่งเศส  เยอรมัน  สวิส  15-25% แต่ละประเทศไม่เท่ากัน.....  หน่วยงานในกระทรวงการคลังวิเคราะห์แล้วว่า หากเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% จะได้รายได้เข้ารัฐ   5-6 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 8% จะได้เงินได้เข้ารัฐเพิ่มปีละ      4 แสนล้านบาท.....ขึ้นภาษีของย่อมแพง  ของแพงคนต้องทำงานทุกคนต้องเสียภาษี..... แรงงานขาดแคลนในเมืองอุตสาหกรรมแต่คนไม่ทำงาน


โครงสร้างงบประมาณรายจ่าย
รายจ่าย
รายได้

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558

ปัญหาการศึกษาไทย
ปัญหาหลักคือคุณภาพผู้เรียน/คุณภาพครู/คุณภาพการสอน/คุณภาพการวัดผล/และผูกโยง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง 
กระทรวงคลังบอกว่าไม่มีเงิน ก็พวกคุณหย่อนยานมานานไม่หาทางเก็บรายได้ในอัตราใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยสากลประเทศ 35-40%ของGDP...ของไทยเราเก็บรายได้ได้เพียง17%ของGDPได้เพียง50%ของค่าเฉลี่ยสากลประเทศ

.....๑)เปลี่ยนผู้กำกับนโบายบ่อย ผู้บริหารระดับสูงควรเป็นลูกหม้อพันธุ์แท้รู้จักคนรู้จักปัญหาองค์กรของตนลึกซึ้ง ผู้บริหารการศึกษา-ผู้บริหารสถานศึกษา ขาดความมุ่งมั่น ขาดความเชี่ยวชาญสนใจเพื่อมุ่งเน้นด้านวิชาการ/วิธีสอน/วิธีวัดผล/วิธีพัฒนาผู้เรียน/วิธีบริหารธรรมาภิบาล/ตั้งสถาบันอะไรมากมายในมหาวิทยาลัยไม่เกี่ยวกับภาระกิจหลักของมหาวิทยาลัย/  ส่วนใหญ่พะวงอยู่กับผลประโยชน์ส่วนตัวการรักษาเก้าอี้ สนใจภาระกิจรอง ภาระกิจสร้างภาพเก็บคะแนน การโยกย้าย หานาย เข้าหานักการเมือง  หาประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ ในกระทรวงศึกษาในมหาวิทยาลัยกระทู้ส่วนใหญ่ที่คุยกัน..ใครจะเป็นเลขา,อธิการ,ผอ.กอง,ผอ.เขต,ผอ.สถานศึกษา,ตำแหน่งวิชาการ,วิทยฐานะ,ผลประโยชน์,ไม่คุยเรื่องพัฒนาผู้เรียนไม่ได้เอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจริง,ไม่ได้จริงจังสนใจวางแผนและดำเนินการยุทธศาสตร์ Load Map พัฒนาการศึกษาของผู้เรียน,พัฒนาการวิจัยนวัตกรรม,พัฒนาการบริหารที่เป็นธรรมาภิบาล,ปฏิรูปคนข้าราชการ,ปฏิรูปการทำงานเพื่อมุ่งผลสำฤทธิ์ก่อน
.....๒)ยุบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(สคศ./ก.ค.ศ./อ.ก.ค.ศ.เขตฯ)อำนาจก.ค.ศ.ยกกระจายอำนาจให้กลุ่มสถานศึกษา7-10แห่งไปจัดการกันเองภายใต้ระเบียบวิธีปฏิบัติของคณะกรรมการกลุ่มสถานศึกษาที่เป็นธรรมมาภิบาล...แก้ระเบียบปรับระบบบรรจุหรือขึ้นสู่ตำแหน่งข้าราชการครู/ผู้บริหารสถานศึกษา การให้ความชอบ การโยกย้าย  ไม่เชื่อว่าการสอบทฤษฎีMultiple choice 4-5 ชั่วโมง จะประเมินวัดเลือกคนมีสมรรถนะมีจรรยาบรรณธรรมาภิบาลและมีความรอบรู้ที่เหมาะสมมาเป็นข้าราชการครู/เป็นผู้บริหารสถานศึกษาได้ดีกว่าการประเมินตามสภาพจริง(Authentic Assessment)จากคณะบุคคลแวดวงใกล้ชิดสังเกตประเมินผลเริ่มจากเป็นครูจ้างทดลองดูผลงานก่อน
สรุปกระจายอำนาจข้อ๒)ดังนี้
1)กลุ่มสถานศึกษาสรรหาผู้บริหารสถานศึกษาจากคนในกลุ่มสถานศึกษาด้วยกันได้
2)คัดเลือกครูจ้างบรรจุเป็นข้าราชการในสถานศึกษากลุ่มตนเอง
3)ใช้งบประมาณเงินเดือนในกลุ่มพิจารณาความชอบให้คนในกลุ่มตน
4)สรรหาและโยกย้ายผู้บริหารและบุคลากรอื่นในกลุ่มตนได้
5)การหารายได้จากการเช่าที่บางส่วนของโรงเรียนตำแหน่งที่ตั้งหลายโรงเรียนทำเลการค้าหรือทำเลสร้างที่พักให้เช่าดีมาก
6) พิจารณายุบบางโรงเรียนในกลุ่มที่เห็นว่าการเดินทางสะดวกและเพื่อประสิทธิภาพ/คุณภาพในการจัดการ
7)ใช้ทรัพยากรในกลุ่มร่วมกัน
8)การงบประมาณจัดเงินอุดหนุนให้กลุ่มพิจารณารายจ่ายเอง
9)การกำหนด/พัฒนาหลักสูตร
10)การพัฒนาการเรียนการสอน
11)การพัฒนาวิธีบริหารโรงเรียน
12)การพิจารณาความชอบจากจำนวนโควต้าที่กำหนด
13)การพิจารณาวิทยฐานะจากจำนวนโควต้าที่กำหนด
.....๓)กฎหมายควรกำหนดที่มาและอำนาจคณะกรรมการหน่วยงานการศึกษา กกอ.,กอศ.,กพฐ.,กกศ.,อ.ก.ค.ศ.เขตฯ,คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา,คณะกรรมการสถานศึกษา,อ.ก.ค.ศ.เขตฯ.,เป็นคณะกรรมการที่มีอำนาจตัวจริงทุกเรื่องสรรหามาโดยอิสระปลอดจากอำนาจควบคุมมีอิสระในการตัดสินใจปฏิบัติงาน รูปแบบคล้ายกับ คณะกรรมการ ปปช.,กกต., เพราะปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ),สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ),สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ),สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ(สกศ.),คณะอนุกรรมการบุคลากรทางการศึกษาประจำหน่วยงานการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.เขตฯ)คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา,คณะกรรมการสถานศึกษา,คณะกรรมการไม่มีประโยชน์ ไม่มีอำนาจเป็นเพียงตรายาง ผู้มีอำนาจคือเลขาธิการ/ผู้อำนวยการเขตพื้นที่/ผู้อำนวยการสถานศึกษามีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว/เผด็จการรวบอำนาจเล่นพวก...บางแห่งเรียกเงินโยกย้าย/คัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษา,เรียกเงินการเลื่อนวิทยฐานะ,ทุจริตจัดจ้างจัดซื้อวัสดุ-ครุภัณฑ์,ทุจริตจัดจ้างสนามฟุตซอล,ทุจริตจัดสอบบรรจุครู/หาประโยชน์จากอำนาจหน้าที่,โยกเงินงบประมาณไปใช้กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียน,จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาไม่เป็นธรรม,ผู้นำคนเดียวมักคิดสั่งการคนเดียวพัฒนาองค์กรไม่ไหวและไม่เป็นธรรมาภิบาล,ไม่มีไม่ใช้ข้อมูลสถานศึกษาข้อมูลผู้เรียนประกอบการบริหาร,เป็นหน่วยลาน้ำทวนการศึกษามากกว่าหน่วยพัฒนาการศึกษา...คำสั่งการเรื่องเงินเรื่องบุคคลควรลงนามรับผิดชอบร่วมกันโดย กอศ.กพฐ.กกอ.กกศ.,อ.ก.ค.ศ.เขตฯ.,กรรมการเขตพื้นที่,กรรมการสถานศึกษา ทั้งคณะทุกคน
.....๔)งบประมาณตกไปถึงสถานศึกษาน้อยมากๆ เงินไปกองอยู่ที่ สอศ., สพฐ.,สนง.เขตพื้นที่การศึกษาจนถึงปลายปีงบประมาณโครงการใช้เงินหลั่งออกมาไม่ตรงเป้าการพัฒนาผู้เรียน... ส่วนใหญ่เงินจ่ายเป็นค่าไฟฟ้าห้องแอร์สำนักงานค่าดำเนินการที่ไม่ใช่สาระหลักค่าดำเนินการภาระกิจรอง  ไม่มีเงินค่าวัสดุฝึกวัสดุการศึกษาของผู้เรียนโดยตรง,ค่าอินเตอร์เน็ตของผู้เรียน, ค่าจ้างครูตามมารตฐาน,ค่าจ้างเจ้าหน้าที่,ค่าบริหารจัดการ,ค่าวัสดุการศึกษา....เงินที่เหลือรอดมาถึงสถานศึกษา หัวหน้าสถานศึกษาโยกย้ายเงินไปใช้ที่ไม่เกี่ยวกับการพัฒนาผู้เรียนอีกเช่นกัน กระทรวงศึกษาได้เงินงบประมาณมากจริงแต่ใช้เพื่อการพัฒนาถึงผู้เรียนโดยตรงน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน...โรงเรียนประถมมีจำนวนมากเกินไป บางโรงเรียนตั้งห่างกันไม่ถึง 200 เมตร ทั้งที่การคมนาคมปัจจุบันสะดวกมาก ควรยุบรวมโรงเรียนใกล้เคียงห่างกันไม่ต่ำกว่า 3 กม.ที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ไทยสูญเสียเงินลงทุนให้กระทรวงศึกษาจำนวนมากกว่าต่างประเทศ(โดยผู้เรียนยังไม่ได้คุณภาพ)
.....๕)ระบบประเมินสถานศึกษา โดย สมศ.สร้างภาระให้สถานศึกษา เสียเวลาครูทำการสอน ทำเอกสารที่ไม่ใช่เพื่อพัฒนาผู้เรียน พากัน Make Up สร้างเอกสารรายงานจึงจะผ่าน ควรพัฒนาตัวบ่งชี้และวิธีประเมินเน้นเชิงประจักษ์
...สมศ.ควรมีอำนาจ(ออกกฎหมายให้อำนาจ สมศ.)ขอใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ตามตัวชี้วัดทำนองต่อไปนี้จากหน่วยที่เกี่ยวข้องโดยตรง..ไม่ต้องเสียเวลาสถานศึกษาทำเอกสาร เช่น
๕.๑)ผลสอบO-NET,V-NET,U-NET ของ สทศ.(ดูข้อมูลจาก สมศ.)ควรมีสอบ Pre test/Post test เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของสถานศึกษา และทดสอบให้มีความเที่ยงความตรงตามหลักสูตรสำหรับอาชีวศึกษา/มหาวิทยาลัยควรสุ่มทดสอบวิชาภาคปฏิบัติด้วย
๕.๒)จำนวนรางวัลที่สถานศึกษาได้รับ,จำนวนอาจารย์ปัจจุบันศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันที่เคยได้รับรางวัลสำคัญจากองค์กรต่างๆ,และรางวัลจากต้นสังกัดดำเนินการจัดการประกวดแข่งขันเองโดยการสุ่มผู้เรียนอย่างเป็นระบบเข้าแข่งขัน(องค์กรหลักต้นสังกัดสถานศึกษาต้องมีข้อมูลนี้)
๕.๓)จำนวนผลงานวิชาการเกี่ยวกับพัฒนาผู้เรียนของครูของสถานศึกษาที่ผ่านการรับรองตีพิมพ์ลงในวารสารของ สมศ.เอง(สมศ.ผลิตวารสารทำนองนี้เองและเผยแพร่ในวงการศึกษา)
๕.๔)ผลการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษาจากข้อมูลกรมการจัดหางาน,สนง.ประกันสังคม,กบข.,กระทรวง/ทบวง/กรม(ทุกหน่วยงานมีข้อมูลสารสนเทศนี้อยู่แล้วขอให้เพิ่มผู้ทำงานสำเร็จการศึกษาจากสถาบันใดเพื่อประโยชน์การใช้ข้อมูลร่วมกัน)
๕.๕)ข้อมูล"ผลการศึกษาต่อของผู้เรียน"จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ(รับผู้เรียนมาจากสถาบันใดบ้างสพฐ,สอศ,สกอ,วิทยาลัย,มหาวิทยาลัย,ต้องทำข้อมูลตัวนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นทำข้อมูลนี้ดีมากครับ)
๕.๖)ข้อมูลจากต้นสังกัดมากมายเช่น..สถิติจำนวนผู้เรียน,สถิติจำนวนงบประมาณที่จัดให้สถานศึกษา,สถิติจำนวนครู/เจ้าหน้าที่,ผลการประกวดแข่งขันผลงานทางวิชาการของผู้เรียนและของอาจารย์,อัตราการออกกลางคันของผู้เรียน(ต้นสังกัดองค์กรหลักของ ศธ.ทุกแท่งมีกิจกรรมนี้ทุกปีและได้รับรายงานเก็บข้อมูลไว้อย่างละเอียดประกอบการบริหารจัดการหน่วยงานของตนอยู่แล้ว)
๕.๗)อยากรู้ว้่าผู้เรียนของสถานศึกษาใดเป็นคนดีหรือไม่ให้ไปขอข้อมูลอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจท้องที่,ข้อมูลอัตราการคืนเงินกู้ยืม กยศ.ของศิษย์เก่าสถานศึกษา(ข้อมูลจาก กยศ.)ข้อมูลจากชุมชนจากวัดจากหน่วยราชการในพื้นที่
๕.๘)อยากรู้ว่าผู้เรียนประหยัดพอเพียงหรือไม่ให้ดูที่ผู้เรียนของสถานศึกษานั้น(เฉพาะผู้ที่บ้านพักหรือห้องพักห่างจากสถานศึกษารัศมีไม่เกิน 5 กม.)ใช้รถจักยานปั่นเดินทางมาเรียน
๕.๙)ส่งคนไปสังเกตการณ์ไปสัมภาษณ์บุคคลแวดล้อมไปเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างต่อเนื่องในพื้นที่
...มหาวิทยาลัยเพิ่มตัวชี้วัดต่อไปนี้
๕.๑๐)จำนวนงานวิจัยและบทความที่เคยได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารสำคัญ(ขอข้อมูลจากวารสาร)
๕.๑๑)จำนวนบุคลากรของสถาบันที่มีผู้นำไปอ้างอิงในงานวิจัย(สำนักงานวิจัยแห่งชาติต้องมีข้อมูลตัวนี้)
๕.๑๒)ค่าเฉลี่ยจำนวนผลงานที่ได้ตีพิมพ์เอกสารทางวิชาการรายบุคคลของอาจารย์ในสถาบัน(สำนักหอสมุดแห่งชาติต้องมีข้อมูลตัวนี้)

.....๖) ครูทำงานหลายหน้าที่ รายได้น้อยกว่าเอกชน พะวงหารายได้เสริม ทำให้งานด้านวิชาการคุณภาพลดลงอย่างมาก ควรเพิ่มเจ้าหน้าที่เฉพาะจำนวนนักเรียนควรเป็น30คน/ห้องเรียนทฤษฎีและ15คน/ห้องเรียนปฏิบัติเช่นภาษาอังกฤษ,ภาษาไทย,Lap.วิทยาศาสตร์
.....๗)ครูอัตราจ้างถูกใช้งานเยอะรายได้น้อย/ชั่วโมงสอนมาก/ ครูประเทศอาเซี่ยนอื่นมีรายได้มากกว่างานเอกชน จึงได้คนเก่งมาเป็นครู ครูอัตราจ้างไทยรายได้น้อย ไม่มั่นคง  ลาออกบ่อยอยู่ไม่นาน ทำให้ประสบการณ์น้อย ครูอัตราจ้างเงินนอก งปม. เงินเดือนค่าจ้างป.ตรี 8,300 บาท/เดือนทำงานจนอายุ 60ปี เงินเดือนเท่าเดิมมีในระบบจำนวนมาก
.....๘)ปรับวิธีประเมินผลนักเรียนระดับประถม-มัธยมปลายให้มีตกซ้ำชั้น กำหนดผู้เรียนสำเร็จม.3เรียนต่อม.4ได้เพียง 40% ที่เหลือไปเรียนสายอาชีพ,...ข้อสังเกตุการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)นักเรียนที่เรียนไม่ไหวในระบบโรงเรียน-วิทยาลัยออกกลางคันหนีมาเรียนกศน.จบได้วุฒิม.3-ม.6ปรากฎอ่านไม่ออกคำนวณไม่เป็นแล้วกลับเข้าไปเรียนในระบบในระดับที่สูงขึ้นใหม่ปรากฏว่าเรียนไม่สำเร็จกศน.ควรปรับปรุงอย่างไร...../จำนวนผู้เรียน/ห้องมากครูสอนปฏิบัติไม่ทั่วถึงสำหรับห้องเรียนปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์หรือฝึกพูดภาษาอังกฤษห้องละไม่เกิน 20 คน ครูอาชีวศึกษาสอนมากเกิน สอนหลายวิชา สอนหลายกลุ่ม เฉลี่ย 33 ชั่วโมง/สัปดาห์ ชั่วโมงสอนไม่ควรเกิน 15 ชม/สัปดาห์
.....๙)การผลิตครูพันธุ์ใหม่ให้ได้คุณภาพ/เชี่ยวชาญวางแผนออกแบบและจัดการการเรียนรู้ได้สนุกผลสัมฤทธิ์สูง/เชี่ยวชาญวัดผลตามสภาพจริง/มีจิตวิทยาการสอนตามวัยผู้เรียน/มีจรรยาบรรณและสอนให้ผู้เรียนปฏิบัติเป็นอันดับเอก/ทฤษฎีเป็นอันดับโท/...ระหว่างเรียนบัณฑิตครูให้นิสิตครูอยู่ในระบบโรงเรียนกินนอนเหมือนนักเรียนนายร้อยสอนกันตลอด24ชั่วโมงทั้งวินัยตรงเวลาและคุณธรรมจริยธรรม/...ระหว่างฝึกสอนครูอาจารย์เดิมในสถานศึกษาที่ใช้ฝึกสอนต้องเป็นแบบอย่างที่ดีผลสัมฤทธิ์นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์สทศ. ครูพี่เลี้ยงควรมีคุณภาพทุกเรื่องครูพี่เลี้ยงผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีมีการขึ้นทะเบียนมีใบอนุญาตจากสถาบันผลิตครู...ครูพี่เลี้ยงมีค่าตอบแทนเฉพาะ ทุ่มเทกายใจเหมือนอาจารย์หมอฝึกปฏิบัตินักศึกษาแพทย์/คัดเลือกสถานศึกษาที่ใช้ฝึกสอนและประชุมทำความตกลงเข้าใจให้ดี/ให้สิทธิสถานศึกษาที่ใช้ฝึกสอนเป็นผู้ให้เกรดวิชาฝึกสอน100% /มีค่าตอบแทนให้สถานศึกษาฝึกสอนและครูพี่เลี้ยงเฉพาะตัวด้วย/...หรืออีกทางเลือกหนึ่งดีที่สุดสถาบันผลิตครู  ทั้งผลิตครูอาชีวศึกษาและผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานควรมีโรงเรียนสาธิตเพื่อใช้ฝึกสอนเป็นของตนเองและนักเรียนสาธิตของตนจะต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานของ สทศ.หากไม่มีโรงเรียนสาธิตของตนก็ไม่ควรให้เปิดคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าก่อนที่จะสอนผู้อื่นตนเองทำได้แล้วหรือยัง
.....๑๐)วิทยฐานะ/ตำแหน่งทางวิชาการ/เงินเดือน/ค่าตอบแทนอื่นๆ/ผูกโยงกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนที่ตนสอน/และหากไม่บกพร่องต่อหน้าที่ไมขาดไม่ลาเกินกำหนดผู้เรียนมีผลสำฤทธิ์ตามกำหนดเมื่ออายุราชการ8ปี,12ปี,20ปีและ30ปี ได้วิทยฐานะชำนาญการ,ชำนาญการพิเศษ,เชี่ยวชาญและเชี่ยวชาญพิเศษอัตโนมัติตามลำดับ
.... ๑๑)วิธีสอน/วัดผล  ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ อันเป็นเหตุ พูด/ฟัง/อ่าน อังกฤษไม่ได้เพราะเน้นปลักอยู่กับไวยกรณ์แก้ไม่ได้ตราบใดที่สอบO-NET, V-NET, สอบเรียนต่อ, สอบเข้าทำงาน,ยังเน้นแบบทดสอบไวยากรณ์ ควรเปลี่ยนการทดสอบเป็นListening,เป็นสัมภาษณ์...คิดประยุกต์คำนวณเลขไม่ได้ เพราะครูสอนโดยใช้สูตรคำนวณ ร้อยละ เศษส่วน ทศนิยมฯลฯโดยไม่บอกที่มาของสูตร ครูไม่กล้าให้นักเรียนท่องสูตรคูณ ท่องเนื้อหาใด ๆ  ท่องอาขยาน เพราะนักวิชาการพร่ำบนอย่างไม่แยกแยะให้เข้าใจชัดเจน เช่นไม่บอกให้ชัดว่า"ให้ท่องจำได้เมื่อเข้าใจที่มาของสูตรนั้นแล้ว"
....๑๒)ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคม-ระบบบริหารราชการที่ไม่เป็นธรรมาภิบาล พ่อแม่ปากกัดตีนถีบ นักเรียนประถมมัธยมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เฉลี่ยทั่วประเทศ 40%ภาคอิสาน 80% พ่อแม่ออกไปทำงานหาเงินในจังหวัดอุตสาหกรรม...ก่อให้เกิดปัญหานักเรียน ระดับ ประถม มัธยมปลาย และ ปวช.ออกกลางคันจำนวนมาก ประถม 10% ม.ต้น10% ม.ปลายออก 20%  ปวช.ออก 50 % ปวส. 20% ป.ตรี 25% ของ นร. นศ.แรกเข้า ควรเพิ่มเงิน กยศ.จนจบ ป.ตรี เฉพาะสาขาขาดแคลนเท่านั้น เช่นสายอาชีพอาชีวศึกษา (ม.4-ม.6 งดให้กู้) วิศวกรรม แพทย์ วิทยาศาสตร์......วิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกแห่งรับผู้จบม.3เข้าเรียนปวช.1ทั้งหมดที่มาสมัครเข้าเรียน...อ่านหนังสือไม่ออก/เขียนไม่ได้/คำนวณไม่เป็น/ จำนวณ..30%/ยากจน40%/อยู่ในกลุ่มเสียง50%...กลุ่มอ่านหนังสือออกฐานะดีส่วนใหญ่ไปเรียนม.4ผลคือนักเรียนปวช1จำนวน30-40%ไม่มาเรียนต่อเรียนได้ภาคเรียนเดียว(ที่เรียกว่าออกกลางคัน)กว่าจะถึงปวช3ออกกลางคัน50%สำเร็จการศึกษาเพียง50%...อาชีวศึกษาเป็นอย่างนี้เกือบทุกแห่งนี่คือการศึกษาของไทยเรา ..ปัญหาอยู่ตรงไหน...มันเป็นปัญหาเศรษฐกิจสังคมปัญหาความเหลื่อมล้ำปัญหาการทุจริตภาครัฐที่บอกว่ากระทรวงศึกษาใช้เงินเยอะ  แม้แต่ค่าหนังสือเรียนฟรี,ค่านมดื่มฟรี,โดนหักหัวคิวทั้งนั้น เงินไปถึงการพัฒนาผู้เรียนน้อยกว่าที่คาด มันไปอยู่ที่สำนักงานในกระทรวง หน่วยองค์กรหลัก สำนักงานเขตพื้นที่ เสียเงินไปกับภารกิจรองที่ไม่ใช่การพัฒนาผู้เรียนโดยตรง เสียเงินซื้อครุภัณฑ์สนามฟุตซอลทีใช้ไม่ได้ ใช้เงินก่อสร้างอาคารสำนักงาน ใช้ปรับปรุงสำนักงานห้องพื้นที่หาค่าหัวคิว ในมหาลัยเงินใช้ไปเป็น/ค่าตอบแทนค่าสอน/เงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ/เงินประจำตำแหน่งการบริหาร/ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้บริหารรายเดือน/ค่าไฟฟ้าเชื้อเพลิงที่ฟุ่มเฟือย
....วันนี้ (29 ม.ค.2558) โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวในการเสวนาปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอนหนึ่งว่า การจัดศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน จำเป็นที่ที่จะต้องพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะในการประกอบ อาชีพด้วย เพราะข้อมูลจากหลายแหล่งสะท้อนว่า เด็กไทยจำนวนมากต้องเข้าสู่ตลาดแรงานโดยไม่มีโอกาสได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา โดยข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2557 ระบุว่า เยาวชนอายุ 15-19 ปี(วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน) จำนวน 4.74 ล้านคน กำลังเรียนอยู่ในระบบการศึกษา 3.33 ล้านคน เลิกเรียนไปแล้วถึง 1.41 ล้านคน หรือ ร้อยละ 29.63 ส่วนใหญ่เด็กที่ออกกลางคันไม่ได้เต็มใจออกจากการเรียนก่อนวัยอันควร แต่จำเป็นต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะความยากจน เพราะฉะนั้นจึงทำให้ประชากรวัยแรงงานของไทยมีการศึกษาเฉลี่ยต่ำ โดยพบว่า ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-60 ปี) จำนวน 39 ล้านคน มีผู้ที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ถึงร้อยละ 48.6 หรือ 19.5 ล้านคน นายไกรยส กล่าวต่อไปว่า การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนผู้เข้าสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ก็สะท้อนชัดเจนว่า มีเด็กออกกลางคันจำนวนมาก โดยจากการติดตามข้อมูลการเข้าสอบโอเน็ตของเด็กที่เกิดในปี 2538 พบว่า เด็กที่เกิดในปีนี้ทั้งหมด 928,956 คน เข้าสอบโอเน็ตระดับชั้น ม.3 ในปี 2554 จำนวน 804,822 คน พอถึงปี 2557 เหลือเข้าสอบโอเน็ตระดับชั้น ม.6 แค่ 411,195 คน หายไป 237,237 คน หรือ 29.5% ส่วนการติดตามข้อมูลของเด็กที่เกิดปี 2541 ทั้งหมด 862,260 คน พบว่า เข้าสอบโอเน็ตระดับชั้น ป.6 ในปี 2554 จำนวน 805,086 คน พอถึงปี 2557 เหลือเข้าสอบโอเน็ตชั้น ม.3 แค่ 680,348 คน หายไป 124,738 หรือ 15.5% “ ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มีเด็กที่เกิดในปี 2538 และ 2541 หายไปจากระบบการศึกษาทั้งสิ้น 361,975 คน คิดเป็น 40% เมื่อดูข้อมูลการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา พบว่า เด็กที่เกิดในปี 2538 และ 2541 เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพแค่ร้อยละ 40 อีกร้อยละ 20 เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยวุฒิ ม.6 เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า เด็กไทยร้อยละ 60 หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนเข้าระดับอุดมศึกษา โดย 2 ใน 3 หรือเกือบร้อยละ 40 ออกไปด้วยวุฒิการศึกษาไม่เกิน ม.3“ นายไกรยส กล่าวและว่า ส่วนเด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ประมาณ 400,000 คนต่อปี มี 1 ใน 10 คน ใช้เวลาเรียนมากกว่า 4 ปี หรือต้องเปลี่ยนสาขา และมีเด็กที่เรียนไม่จบถึง 145,000 คน ส่วนเด็กที่จบนั้น สามารถหางานทำในปีแรกได้แค่ 105,000 คน ว่างงานในปีแรก 150,000 คน นายไกรยส กล่าวด้วยว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาด้วย โดยให้เด็กที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานมีทักษะในการประกอบอาชีพ ดูแลตัวเองและครอบครัวได้ นอกจากนี้ควรขยายหลักสูตรท้องถิ่นให้โรงเรียนมีอิสระในการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมอาชีพหลังจบการศึกษา หรือให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของระบบแรงงาน เพราะวิธีดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษากลางคัน และยังสามารถเพิ่มประชากรวัยแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถอีกด้วย. ....๑๓)ควรสร้างเด็กไทยพันธุ์ใหม่ ด้วยระบบโรงเรียนกินนอน อย่างน้อย 1 ใน 10 ของจำนวนนักเรียนแต่ละรุ่นคัดจากนักเรียนเรียนดี เน้น ม.3- ม.6และปวช1-3 หลังเลิกเรียน สอนโดยการปฏิบัติและปฏิบัติ สร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โรงเรียนประจำกินนอนหางานมีรายได้ให้ทำหลังเรียน หรือทำงานจิตอาสาพาฝึกดำนาเกี่ยวข้าว ทำงานในไลน์การผลิตของโรงงาน ตื่นนอน เข้านอน รับทาน ตรงเวลา ออกกำลัง กินอาหารมีประโยชน์ ฝึกทำอาหารเอง ดื่มนมวันละ 3 แก้วกินไข่วัน3ฟอง เพิ่มความสูงเฉลี่ยให้ได้ 180 ซม. จัด งปมให้ครูฝึกอย่างเพียงพอ แบบค่ายทหาร โรงเรียนนายร้อย จปร.เขาฝึกกันอย่างไร โรงเรียนแพทย์เขาใช้วิธีสอนอย่างไรวิเคราะห์เลือกมาใช้  กระทรวงคลังบอกว่าไม่มีเงิน ก็พวกคุณไม่หาทางเก็บรายได้ในอัตราใกล้เคียงกับสากลประเทศเก็บให้ได้ 40%ของGDP
.....๑๔)ทยอยกระจายอำนาจให้สถานศึกษา,ให้กลุ่มสถานศึกษา,ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น,ที่มาตรฐานดีกำกับการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษาเพื่อการติดตามสนับสนุนนิเทศใกล้ชิด ข้อดีองค์กรเล็ก ไม่มีงานนอกภารกิจมาก ไม่เสียงบประมาณไปกับหน่วยเหนือ  งปม.ไม่ถูกโยกไปใช้นอกภาระกิจการพัฒนาผู้เรียน ให้กลุ่มครูผู้ปฏิบัติคิดพัฒนากันเองทุกเรื่องเป็นนิติบุคคลบริหารจัดการเอง,หาเงินช่วยเหลือตัวเองได้เช่นให้เอกชนเช่าที่,สรรหาหัวหน้าสถานศึกษาหัวหน้ากลุ่มเองในกลุ่มโรงเรียน,ทำหลักสูตรเอง,บรรจุครูเอง,พิจารณายุบรวมโรงเรียนใกล้กันเอง (รวมกลุ่มประมาณ 7สถานศึกษา)พัฒนาทุกอย่างกันเอง,รัฐกำหนดเป้าหมายเพียงอ่านออกเขียนได้พูดฟังไทย-อังกฤษได้เข้าใจคำนวณเป็นและมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่กำหนด...ลดบทบาทหน่วยเหนืออันเป็นหน่วยทวนการศึกษาลงเปลี่ยนเป็นหน่วยประเมินตรวจสอบ
.....๑๕)ควรศึกษาวิจัยกำหนดอัตราส่วนระหว่างผู้เรียนมัธยมปลาย:ผู้เรียนปวชให้ชัดเจนตามความต้องการตลาดแรงงานจริง แล้วกำหนดจำกัดโค้วต้าจำนวนนักเรียน ม. 4 ให้แก่โรงเรียนมัธยมปลาย ใช้วิธีสอบคัดเลือก ที่เหลือจำเป็นต้องไปเรียนอย่างอื่นรวมทั้งไปเรียนอาชีวศึกษาด้วย
....๑๖)หลักสูตรวิชาชีพระดับอาชีวศึกษา ระดับปวส.และทลบ.ต้องเน้นเจาะเฉพาะทางเช่นปวช.ไฟฟ้ากำลังแยกเฉพาะทางปวส.ทลบ.ได้แก่ช่างติดตั้งซ่อมบำรุงไฟฟ้าในบ้าน-โรงงาน/ช่างติดตั้งซ่อมบำรุงไฟฟ้าในอาคารสูง/ช่างเครื่งกลไฟฟ้าและควบคุม/ช่างไฟฟ้าในยานยนต์/ช่างเครื่งมือวัดและควบคุม/ช่างปรับอากาศในอาคารและในรถยนต์,ช่างปรับอากาศในอาคารสูง,...และสาขางานที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมอาชีพที่ขาดแคลนในเมืองไทยปัจจุบันเช่น..นักภาษาพม่า,เวียตนาม,จีน, ช่างลิฟท์บันไดเลื่อน, ช่างตกแต่งภายในอาคาร, ช่างรถไฟฟ้าระบบราง, ช่างอากาศยาน, ช่างระบบไฟฟ้า-สุขาภิบาลอาคารสูง,เครื่องปรับอากาศอาคารสูง, พนักงานรักษาความปลอดภัย, พนักงานดูแลระบบกล้องวงจรปิด, พนักงานขับรถยนต์ข้ามประเทศ, ช่างไฟฟ้าในยานยนต์, ช่างสีรถยนต์, ช่างเครื่องล่างรถยนต์, นักเคมีอุตสาหกรรม, นักขยายพันธุ์พืชด้วยเนื้อเยื่อ, ฯลฯ
.....๑๗)ครูวิชาชีพอาชีวศึกษา ควรผ่านงานวิชาชีพจากสถานประกอบการอย่างน้อย 5 ปีก่อนมาเป็นครู มีเงินเดือนเพิ่มเป็นขั้นประสบการณ์มากกว่าป.ตรี7ขั้นเพราะเสียเวลาในสถานประกอบการ5ปี  และมีกฎให้ออกไปทำงานในสถานประกอบการอย่างน้อยปีละ 1-2 เดือนทุกปี ครูไม่เคยทำงานในสถานประกอบการจะมีทักษะสอนผู้เรียนตรงตามตลาดได้อย่างไร
....๑๘)ปัญหานักเรียนนักเลงเสเพลในกรุงเทพ-ปริมณฑล ปัญหาหลักอยู่ที่ กฎหมายให้อำนาจผุู้รับผิดชอบจัดการไม่เพียงพอ ต่างประเทศไม่มีปัญหาเรื้อรังอย่างนี้ เขาทำกันอย่างไร....เสนอออกกฎหมาย["พรบ.ป้องกันนร./นศ.ก่อเหตุไม่สมควร"]ให้อำนาจเจ้าพนักงานควบคุม นร.นศ.ที่คณะกรรมการสถานศึกษาแห่งนั้นพิจารณาเห็นว่านร.นศ.คนใดเป็นกลุ่มเสี่ยงนักเลงเสเพลก่อวิวาท..ส่งต่อเข้าเรียนในสถานศึกษาเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย เลือกวิทยาลัยการอาชีพที่มีอยู่แล้วแห่งหนึ่งดัดแปลงเป็นสถานศึกษากินนอนฝึกกิจวัตรประจำวันความตรงต่อเวลาทำอาหารกินเองได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์จิตรอาสามีรั้วสูงป้องกันหลบหนีมีครูฝึกมืออาชีพกฎหมายให้อำนาจครูฝึกตามควรเหมือนบังคับพลทหารเกณฑ์และได้ค่าตอบแทนคุ้มค่าผู้เรียนพักกินนอนทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์จนจบหลักสูตร ปวช. ปวส. เพียงมีกฎหมายนี้และเอาจริงเป็นตัวอย่าง นักเรียนนักเลงก็หัวหดสูญพันธุ์แล้วครับผู้ปกครองอยากให้มาเรียนในสถานศึกษาที่เข้มงวดอย่างนี้ด้วยซ้ำ....หากแก้ปัญหาข้อนี้ไม่ได้ ผู้ปกครองก็ไม่อยากให้ลูกมาเรียนอาชีวศึกษา
.....๑๙)ประเทศอาเซียนอื่นกระทรวงศึกษาสั่งราชการสถานศึกษาและมหาวิทยาลัยให้ปฏิบัติตามนโยบายสำคัญได้เป็นเอกภาพเช่นการร่วมมือพัฒนาหลักสูตร ร่วมมือพัฒนาครูอาจารย์  ร่วมมือพัฒนาสื่ออุปกรณ์ช่วยสอน ร่วมมือควบคุมจำนวนบัณฑิต การร่วมมือประกวดประเมินที่พอเหมาะเพื่อพัฒนา การร่วมมือช่วยเหลือระหว่างมหาลัย..และกับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน,อาชีวศึกษา,มหาวิทยาลัยไทยต่างคนต่างทำ...กฎหมายไม่ให้อำนาจกระทรวง,สกอ.สั่งการ..มองต่างว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ..วางมหาลัยอื่นเป็นคู่แข่ง
...๒๐)เพิ่มอำนาจ สกอ.สามารถปลดอธิการฯได้หากมีเหตุที่ควรเชื่อได้ว่าเกิดปัญหาแตกแยกหรือไม่ให้ความร่วมมือ5เรื่องต่อไปนี้....
1)ให้อำนาจ กกอ.ดำเนินการใดๆเช่นโอนย้ายบุคลากรออกจากสถานศึกษาเพื่อสลายขั้วอำนาจแตกแยกทั้งสองฝ่ายระงับความแตกแยก/ปลดอธิการบดี/ยุบสภามหาลัย/สั่งปิดคณะวิชาเพื่อแก้ปัญหาการออกข้อบัญญัติสภาฯหรือบริหารงานเลี่ยงนโยบายรัฐบาลเลี่ยงกฎหมายเลี่ยงธรรมมาภิบาลเพื่อประโยชน์กลุ่มตน/ปัญหาความแตกแยกรุนแรงในมหาลัย/ปัญหานักศึกษากระทำการก่อเหตุวิวาททั้งในและระหว่างสถาบัน
2)สกอ.กำหนดมาตรฐานและตั้งคณะกรรมการ(จากตัวแทนทุกมหาลัย)ประเมินความเป็นเลิศขบวนการบริหารจัดการด้านวิชาการทุกมหาวิทยาลัยไทย,ผลงานวิชาการภาพรวมของคณาจารย์และของมวลนักศึกษาภาพรวมทุกคณะประกาศผลเรียงลำดับระหว่างมหาลัยหรือจัดเป็นกลุ่มเหรียญทอง-เงิน-ทองแดง-สังกะสี-ตะกัว..แขวนบนเว็บไชด์ให้สาธาณะรับทราบและรายงาน สกอ.ทุกปี..
3)จัดงานอีเว้นประกวด/แข่งขันและแสดงผลงานประจำปีหรืออาจ 2 ปี/ครั้ง ระหว่างมหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดเพื่อเป็นเวทีแสดงผลงานระดับประเทศ ได้แก่ ผลงานวิจัย สื่อการสอน นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของคณาจารย์นักศึกษาและแข่งขันทักษะวิชาปฏิบัติของนศมหาลัยเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ.,ทุกสาขาวิชาทุกคณะประกาศผลแขวนเว็บไชด์ให้สาธารณะชนรับทราบทุกปี(ทุกครั้ง)ทั้งระดับกลุ่มมหาลัยหรือระดับภาค, ระดับชาติสรุปรายงานสกอ.ทุกปี(ทุกครั้ง) นำไปเป็นข้อมูลประเมินของสมศ.ได้ด้วย
4)ให้ทุกมหาวิทยาลัยร่วมมือกับสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องอบรมสัมนาแลกเปลี่ยน พัฒนาอาจารย์ด้านEngineerด้านปฏิบัติการทุกสาขาวิชารายงาน สกอ.ทุกปี...
5)ให้อำนาจ สกอ.เป็นผู้จัดสรรจำนวนโควต้าการผลิต.นศ.ให้แต่ละมหาวิทยาลัยเพื่อไม่ให้ผลผลิตรวมขาดแคลน/หรือล้นตลาดแรงงานทุกหลักสูตรทุกสาขาวิชาต้องจัดให้นักศึกษาฝึกงานในสถานประกอบการจริงจังอย่างน้อย1 ปี/และอย่างน้อย2 สถานประกอบการ(สถานประกอบการละ6เดือน)
.....๒๑)คุณภาพอาจารย์/ผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่ได้มาตรฐาน,แตกแยก,ผลิตเน้นปริมาณเน้นสอนทฤษฎีปฏิบัติไม่เป็น,ผลิตบัณฑิตตกงาน,ขาดจิตวิญาณปูชนียบุคคล/ขาดจรรยาบรรณวิชาชีพ/ขาดจิตวิทยาการสอน/วัดผลประเมินผลไม่เที่ยงตรง/งานวิจัยคุณภาพต่ำ/วางแผนการจัดการเรียนรู้คุณภาพต่ำ   โดยเฉพาะผู้สอนบัณฑิตครูควรใช้ทักษะTeaching Methods ต้องจัดการการเรียนรู้เป็นแบบอย่างได้,มหาวิทยาลัยบางแห่งถือเป็นอันดับหนึ่งของไทยมีรายได้จากทรัพย์สิน ร.๕ ได้ค่าเช่าปีละหลายหมื่นล้านบาทเยอะมากแต่ไม่สามารถติดกลุ่มมหาวิทยาลัยเป็นเลิศระดับโลกได้  ดังนั้นผู้สอนและผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรพัฒนาตนเองครบทุกมิติมีมาตรฐานผ่านใบประกอบวิชาชีพผู้สอน/ผู้บริหารการศึกษาของกกอ. จับอาจารย์และผู้บริหารมหาลัยไปอบรมมาตรฐาน/จรรยาบรรณใหม่..เช่นเดียวกับครูสพฐ.และครูสอศ.
... ๒๒)ผลิตนักเรียน บัณฑิต หรือผู้สำเร็จการศึกษา  ไม่ตรงกับวิถีชีวิตประจำวันทำอาหารกินเองไม่เป็น ผลิตไม่ตรงกับความต้องการตลาดแรงงาน ขาดวินัยความรับผิดชอบ หยิบโหย่งไม่สู้งาน รังเกียจชีวิตเกษตรกรชีวิตลูกจ้าง ควรแก้โดยตัดวิชาไม่จำเป็นออก..ปรับหลักสูตร ระดับมัธยมปลายทุกคนต้องพูดภาษาอังกฤษได้/ทำอาหารที่มีประโยชน์ทานเองได้/ทุกคนต้องผ่านการฝึกงานอย่างน้อย 6เดือนได้แก่งาน/การดำนาเกี่ยวข้าว/งานในฟาร์ม/ในสถานประกอบการ/งานสายการผลิตของโรงงาน....ระดับปริญญาตรี ต้องผ่านการฝึกงานที่ตรงหรือใกล้เคียงกับสาขาที่ตนเรียนอย่างน้อยสองแหล่งงานรวม 12 เดิอน การทำงานคือการเรียนรู้ตรงตามตลาดแรงงานจริง อย่ายัดเยียดการพัฒนาผู้เรียนไว้กับอาจารย์ที่ไม่เคยทำงานวิชาชีพและไม่พัฒนาตนเองจริงจังอุปกรณ์การสอนฝึกปฏิบัติจำกัด ให้สถานประกอบการมีส่วนช่วยฝึกพัฒนานักศึกษา...ระหว่างนักศึกษาฝึกงานมีรายได้และสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร/ภาคอุตสาหกรรม/ภาคบริการ ของชาติได้อย่างดีเพราะมีแรงงานเพิ่มทันทีปีละเกือบหนึ่งล้านคน ทั้งนี้ต้องจัดระบบพัฒนาแลกเปลี่ยนติดตามนิเทศร่วมกับสถานประกอบการอย่างเข้ม
....๒๓)สถานศึกษามหาวิทยาลัยมีมากเกินไปแย่งแชร์งบประมาณกันเองแย่งผู้เรียนกันเลือกเปิดสาขาที่ลงทุนต่ำได้เงินง่ายผลิตง่าย ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขาดจรรยาบรรณเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เปิดสาขาอย่างอิสระ ผลิตบัณฑิตออกมาเกินความต้องการตลาด   บางสาขาตกงานอย่างมาก บางสาขาขาดแคลนอย่างมาก งบลงทุนสูญเปล่าบางสถาบันมีผู้เรียนน้อยนิดแต่ได้งบสร้างสิ่งก่อสร้างมโหฬารควรมีโควต้าจำกัดจำนวนผู้เรียนเข้าใหม่
....๒๔)สื่อสารมวลชนต้องมีเวลามีพื้นที่เพื่อการพัฒนาคนในประเทศอย่างน้อย30%ของเวลาหรือพื้นที่ทั้งหมด

เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา การเมือง สื่อแวดล้อม การศึกษา เกี่ยวโยงกันเสมอ

ใบประกอบวิชาชีพผู้สอน(ครูอาจารย์)
...ผู้สอนทุกระดับต้องมีความรู้ด้านวิชาชีพครู...มีจิตวิทยาการสอน วัดผลประเมินผลมีความเที่ยงมีความตรง วางแผนการจัดการเรียนรู้ได้คุณภาพ มีจรรยาบรรณทางวิชาชีพไม่มุ่งผลิตบัณฑิตเชิงการค้าจนตกงาน ผู้สอนบัณฑิตครู ต้องใช้ทักษะวิชาชีพครู(Teaching Methods) จัดการการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีคุณภาพเป็นแบบอย่างได้

...คุณภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนไม่มีมาตรฐาน ผลิตบัณฑิตผลสัมฤทธิต่ำ,ตกงานเยอะ53%ทุกปี,แต่ละมหาลัยแตกแยกแบ่งฝ่ายแย่งผลประโยชน์,บางแห่งใช้เงินได้ค่าเช่าจากทรัพย์สินที่ ร.5 ยกให้เยอะมากๆแต่ยังห่างไกลไม่สามารถก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นเลิศระดับโลกได้

...ครูผู้สอนทุกสังกัดต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู/ใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา.....แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ต้องมีทั้งสองใบ

...ใบประกอบวิชาชีพครู/ผู้สอนที่อ้างว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงควรยกเลิกไปเพราะผู้สอนไม่มีมาตรฐานเดียวกัน อาจารย์ในมหาลัยหลากหลายคณะหลายสถาบันไม่ได้ประเสริฐเลิศเกินกว่าครูในโรงเรียนแต่อย่างใด

...เราพยายามจะทำให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงวิชาชีพมาตรฐานแต่กลายเป็นวิชาชีพ"สองมาตรฐาน"...แบ่งชั้นกันแล้วจะได้รับการยอมรับจากสังคมเช่นวิชาชีพอื่นๆได้อย่างไรครับ
.


วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การผลิตครูอาชีวศึกษา

...การผลิตครูช่างครูอาชีวศึกษา...หลายสถาบันปัจุบันคุณภาพยังไม่ถึงขั้นไม่ควรรับผู้สำเร็จม.6มาเรียนครูที่จะไปสอนปวช.ปวส.ของอาชีวศึกษาเพราะพวกจบม.6ปฏิบัติงานทางช่าง,ทางเกษตรกรรม,ทางคหกรรม,ทางบริหารธุรกิจพาริชยกรรมคอมพิวเตอร์การขายการตลาดฯลฯไม่เป็นจะมาสอนเด็กอาชีวะได้อย่างไร
...ครุศาสตร์พระนครเหนือเข้มมากครับสมัยผมเรียนปี2520สมควรเป็นแบบอย่างรับผู้จบปวช.มาเรียนภาคปรกติ4ปี  รับผู้จบปวส.มาเรียนภาคบ่าย2.5ปีบวก2Summer
...เน้นฝึกสอนจริงกับนักเรียนสาธิตระดับปวช.ของพระนครเหนือเองและเรียนวิชาครูวิชาช่างเข้มข้นติวก่อนสอนหลังสอนนิเทศน์แนะนำอีกครั้งจริงจังใช้หลักสูตรเยอรมัน(ฝึกสอนสัปดาห์ละสามครั้ง ครั้งละ2 ชม.หมุนเวียนกัน..หลังสอนนิเทศตรวจปรับปรุงอีก1ชม. )
 ...สถาบันใดจะผลิตครูอาชีวศึกษาต้องมีโรงเรียนสาธิตระดับปวช./ปวส.เป็นของตนเองทีมอาจารย์ผู้สอนวิชาปฏิบัติการสอนแต่ละกลุ่มเรียนต้องมีอย่างน้อย4คนต้องไปนั่งดูวิธีการสอนและประชุมนิเทศแนะนำปรับปรุงพัฒนาการสอนด้วยตนเอง..ฝึกสอนทั้งวิชาปฏิบัติและวิชาทฤษฎี
...เมือผมมาประกอบอาชีพเป็นครูสอนและเป็นผู้บริหารฝ่ายวิชาการวิทยาลัยสังกัดสอศ.อาชีวศึกษาได้ตรวจผลงานครูได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้,เครื่องมือวัดผลแบบทดสอบ,การสร้างสื่อประกอบการสอน,สังเกตวิธีการสอนในห้องเรียนในพื้นที่ฝึกงาน,ได้พบเห็นผู้สำเร็จครูช่างอาชีวศึกษาจากหลายสถาบัน
...ไม่เข้าข้างสถาบันใดนะครับผลปรากฎว่าครูที่จบมาจากคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าพระนครเหนือexpertมีคุณภาพมากครับ
...คุณสมบัติผู้เข้าเรียนครูอาชีวศึกษารับจากผู้สำเร็จปวช.3 เท่านั้น  และควรเสริมหลักสูตรให้บัณฑิตครูช่างครูอาชีวศึกษาออกไปฝึกงานทางช่างทางอาชีพที่จะสอนในสถานประกอบการอย่างน้อย1ปีใช้เวลาเรียนทั้งหมด 6 ปี ได้ปริญญาตรีควบปริญญาโทรวดเดียว 


การผลิตครูพันธุ์ใหม่ให้ได้คุณภาพ/เชี่ยวชาญวางแผนออกแบบและจัดการการเรียนรู้ได้สนุกผลสัมฤทธิ์สูง/เชี่ยวชาญวัดผลตามสภาพจริง/มีจิตวิทยาการสอนตามวัยผู้เรียน/มีจรรยาบรรณและสอนให้ผู้เรียนปฏิบัติเป็นอันดับเอก/ทฤษฎีเป็นอันดับโท/...ระหว่างเรียนบัณฑิตครูให้นิสิตครูอยู่ในระบบโรงเรียนกินนอนเหมือนนักเรียนนายร้อยสอนกันตลอด24ชั่วโมงทั้งวินัยตรงเวลาและคุณธรรมจริยธรรม/...ระหว่างฝึกสอนครูอาจารย์เดิมในสถานศึกษาที่ใช้ฝึกสอนต้องเป็นแบบอย่างที่ดีผลสัมฤทธิ์นักเรียนต้องผ่านเกณฑ์สทศ. ครูพี่เลี้ยงควรมีคุณภาพทุกเรื่องครูพี่เลี้ยงผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีมีการขึ้นทะเบียนมีใบอนุญาตจากสถาบันผลิตครู...ครูพี่เลี้ยงมีค่าตอบแทนเฉพาะ ทุ่มเทกายใจเหมือนอาจารย์หมอฝึกปฏิบัตินักศึกษาแพทย์/คัดเลือกสถานศึกษาที่ใช้ฝึกสอนและประชุมทำความตกลงเข้าใจให้ดี/ให้สิทธิสถานศึกษาที่ใช้ฝึกสอนเป็นผู้ให้เกรดวิชาฝึกสอน100% /มีค่าตอบแทนให้สถานศึกษาฝึกสอนและครูพี่เลี้ยงเฉพาะตัวด้วย/...หรืออีกทางเลือกหนึ่งดีที่สุดสถาบันผลิตครู  ทั้งผลิตครูอาชีวศึกษาและผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานควรมีโรงเรียนสาธิตเพื่อใช้ฝึกสอนเป็นของตนเองและนักเรียนสาธิตของตนจะต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานของ สทศ.หากไม่มีโรงเรียนสาธิตของตนก็ไม่ควรให้เปิดคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ว่าก่อนที่จะสอนผู้อื่นตนเองทำได้แล้วหรือยัง


(เดลินิวส์ออนไลน์หน้าการศึกษา:วันจันทร์ 20 ตุลาคม 2557 เวลา 09:38 น.)วันนี้ (20 ต.ค.) ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า นักวิชาการ จากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เสนอแนวคิดการผลิตและพัฒนาครูว่า ต้องการให้มีระบบผลิตครูแบบปิด คือ มีสถาบันผลิตครูที่ควบคุมดูแลการผลิตครูในภาพรวมทั้งประเทศ เพราะที่ผ่านมาสถาบันอุดมศึกษาผลิตครูโดยไม่ดูความต้องการที่แท้จริง ทำให้ผลิตจนล้น ซึ่งความจริงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าในแต่ละปีต้องการครูสาขาวิชาไหน จำนวนเท่าไหร่ จากนั้น สกอ.จึงจะไปประสานกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อผลิตครูให้ตรงตามเป้าหมาย และจะทำให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ได้รับการบรรจุเป็นครูทั้งหมดด้วย
“ผมจะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้จะต้องมีการกำหนดเงื่อนไขด้วยว่า ผู้เรียนจะไม่สามารถเลือกสถานที่บรรจุได้ หากถูกส่งไปเป็นครูที่ไหนก็ต้องไป เพราะถือว่าตัวเองได้โอกาสที่ดีกว่าคนอื่น เนื่องจากมีการการันตีเรื่องตำแหน่งงานให้ทันทีหลังเรียนจบ และอาจจะต้องแลกกับการให้บางสถาบันต้องหยุดหรือลดการผลิตครูลงด้วย" ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าว.

ใบประกอบวิชาชีพผู้สอน(ครูอาจารย์)
...ผู้สอนทุกระดับต้องมีความรู้ด้านวิชาชีพครู...มีจิตวิทยาการสอน วัดผลประเมินผลมีความเที่ยงมีความตรง วางแผนการจัดการเรียนรู้ได้คุณภาพ มีจรรยาบรรณทางวิชาชีพไม่มุ่งผลิตบัณฑิตเชิงการค้าจนตกงาน ผู้สอนบัณฑิตครู ต้องใช้ทักษะวิชาชีพครู(Teaching Methods) จัดการการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีคุณภาพเป็นแบบอย่างได้

...คุณภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนไม่มีมาตรฐาน ผลิตบัณฑิตผลสัมฤทธิต่ำ,ตกงานเยอะ53%ทุกปี,แต่ละมหาลัยแตกแยกแบ่งฝ่ายแย่งผลประโยชน์,บางแห่งใช้เงินได้ค่าเช่าจากทรัพย์สินที่ ร.5 ยกให้เยอะมากๆแต่ยังห่างไกลไม่สามารถก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นเลิศระดับโลกได้

...ครูผู้สอนทุกสังกัดต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู/ใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา.....แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ต้องมีทั้งสองใบ

...ใบประกอบวิชาชีพครู/ผู้สอนที่อ้างว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงควรยกเลิกไปเพราะผู้สอนไม่มีมาตรฐานเดียวกัน อาจารย์ในมหาลัยหลากหลายคณะหลายสถาบันไม่ได้ประเสริฐเลิศเกินกว่าครูในโรงเรียนแต่อย่างใด

...เราพยายามจะทำให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงวิชาชีพมาตรฐานแต่กลายเป็นวิชาชีพ"สองมาตรฐาน"...แบ่งชั้นกันแล้วจะได้รับการยอมรับจากสังคมเช่นวิชาชีพอื่นๆได้อย่างไรครับ


...ควรใช้มาตรการเด็ดขาดกำหนดเป็นนโยบายจบม.3 เรียนต่อม.4ได้เพียง 40%ที่เหลือไปเรียนอาชีวศึกษา60%(เยอรมัน30:70)..ปล่อยตามใจคนไม่ได้..ใครๆก็หวัง/อยากทำงานสบาย..รัฐประหารทั้งทีอย่าให้เสียของ
...ดูอย่างเยอรมัน/สิงคโปร์/เกาหลี/ฮ่องกง/ไต้หวัน/เซี่ยงไฮ้
...สายสามัญรับจำนวนจำกัดใครอยากเรียนม.4ต้องสอบให้ได้ตามจำนวนที่จำกัดที่เหลือไปเรียนอาชีวศึกษาอ่านหนังสือกวดวิชากันสุดฤทธิสุดเดชซึ่งเป็นการดีทำให้เด็กเขาเก่งติดอันดับโลก..ผู้เรียนอาชีวศึกษาเขามีทางก้าวหน้าในอาชีพของตนและสามารถเรียนได้ถึงปริญญาเอกเช่นกัน
...แต่เพื่อให้มีคนทำงานในระดับล่างเขากำหนดว่าก่อนเรียนระดับสูงขึ้นต้องผ่านการทำงานก่อนเช่นจบม.6/ปวช3จะมีสิทธิเรียนต่อปริญญาตรี/ปวส.ต้องผ่านการทำงานในสายการผลิตอย่างน้อย1ปี..จบปวส.2จะมีสิทธิเรียนต่อปริญญาตรีต้องผ่านการทำงานอย่างน้อย2ปีและหลักสูตรระหว่างเรียนปริญญาตรีต้องมีเวลาฝึกงานหรือพัฒนางานในสถานประกอบการอย่างน้อย1ปี
...จะเป็นมาตรการให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาพัฒนาเยาวชน ได้แรงงานระดับล่างเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น1.2ล้านคน/ปีที่มีการศึกษาพัฒนาวินัยฝีมือพื้นฐานได้ง่ายสะดวกและผู้เรียนเยาวชนได้สัมผัสงานระดับล่างก่อนจบป.ตรีก่อนเป็นผู้บริหารระดับสูงของชาติต่อไป...วันนี้ (29 ม.ค.) โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวในการเสวนาปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอนหนึ่งว่า การจัดศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน จำเป็นที่ที่จะต้องพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะในการประกอบ อาชีพด้วย เพราะข้อมูลจากหลายแหล่งสะท้อนว่า เด็กไทยจำนวนมากต้องเข้าสู่ตลาดแรงานโดยไม่มีโอกาสได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา โดยข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2557 ระบุว่า เยาวชนอายุ 15-19 ปี(วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน) จำนวน 4.74 ล้านคน กำลังเรียนอยู่ในระบบการศึกษา 3.33 ล้านคน เลิกเรียนไปแล้วถึง 1.41 ล้านคน หรือ ร้อยละ 29.63 ส่วนใหญ่เด็กที่ออกกลางคันไม่ได้เต็มใจออกจากการเรียนก่อนวัยอันควร แต่จำเป็นต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะความยากจน เพราะฉะนั้นจึงทำให้ประชากรวัยแรงงานของไทยมีการศึกษาเฉลี่ยต่ำ โดยพบว่า ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-60 ปี) จำนวน 39 ล้านคน มีผู้ที่จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ถึงร้อยละ 48.6 หรือ 19.5 ล้านคน นายไกรยส กล่าวต่อไปว่า การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนผู้เข้าสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ก็สะท้อนชัดเจนว่า มีเด็กออกกลางคันจำนวนมาก โดยจากการติดตามข้อมูลการเข้าสอบโอเน็ตของเด็กที่เกิดในปี 2538 พบว่า เด็กที่เกิดในปีนี้ทั้งหมด 928,956 คน เข้าสอบโอเน็ตระดับชั้น ม.3 ในปี 2554 จำนวน 804,822 คน พอถึงปี 2557 เหลือเข้าสอบโอเน็ตระดับชั้น ม.6 แค่ 411,195 คน หายไป 237,237 คน หรือ 29.5% ส่วนการติดตามข้อมูลของเด็กที่เกิดปี 2541 ทั้งหมด 862,260 คน พบว่า เข้าสอบโอเน็ตระดับชั้น ป.6 ในปี 2554 จำนวน 805,086 คน พอถึงปี 2557 เหลือเข้าสอบโอเน็ตชั้น ม.3 แค่ 680,348 คน หายไป 124,738 หรือ 15.5%“ ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่า มีเด็กที่เกิดในปี 2538 และ 2541 หายไปจากระบบการศึกษาทั้งสิ้น 361,975 คน คิดเป็น 40% เมื่อดูข้อมูลการเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา พบว่า เด็กที่เกิดในปี 2538 และ 2541 เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพแค่ร้อยละ 40 อีกร้อยละ 20 เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยวุฒิ ม.6 เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า เด็กไทยร้อยละ 60 หลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนเข้าระดับอุดมศึกษา โดย 2 ใน 3 หรือเกือบร้อยละ 40 ออกไปด้วยวุฒิการศึกษาไม่เกิน ม.3“ นายไกรยส กล่าวและว่า ส่วนเด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยได้ประมาณ 400,000 คนต่อปี มี 1 ใน 10 คน ใช้เวลาเรียนมากกว่า 4 ปี หรือต้องเปลี่ยนสาขา และมีเด็กที่เรียนไม่จบถึง 145,000 คน ส่วนเด็กที่จบนั้น สามารถหางานทำในปีแรกได้แค่ 105,000 คน ว่างงานในปีแรก 150,000 คน นายไกรยส กล่าวด้วยว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาด้วย โดยให้เด็กที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานมีทักษะในการประกอบอาชีพ ดูแลตัวเองและครอบครัวได้ นอกจากนี้ควรขยายหลักสูตรท้องถิ่นให้โรงเรียนมีอิสระในการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมอาชีพหลังจบการศึกษา หรือให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของระบบแรงงาน เพราะวิธีดังกล่าวจะช่วยลดปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษากลางคัน และยังสามารถเพิ่มประชากรวัยแรงงานที่มีความรู้ ความสามารถอีกด้วย.


เรียนสายอาชีพเพื่อสร้างชาติ

ประชาชาติธุรกิจ"การเรียนสายอาชีพเพื่อชาติ"

updated: 20 ต.ค. 2557 เวลา 13:51:47 น
Prev
1 of 3
Next
คลิกภาพเพื่อขยาย
updated: 20 ต.ค. 2557 เวลา 13:51:47 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
การที่จะชักจูงให้มีผู้สนใจเข้ามาเรียนสายอาชีพมากขึ้น ต้องทำทั้งมาตรการจูงใจและภาคบังคับ เปลี่ยนมุมคิดผู้ปกครองในโลกความจริง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยคาด 10 ปีเห็นการเปลี่ยนแปลง มีสัดส่วนสายวิชาชีพมากกว่าสายสามัญ ลดจำนวนแรงงานล้นเกิน(ว่างงาน)ทั้งที่ขาดแคลน





"ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์" ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า โครงสร้างแรงงานของไทยมีอัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำ ภาคเศรษฐกิจของไทยใช้แรงงานเกินกว่าขีดความสามารถในการเพิ่มของกำลังแรงงานของไทย (Over-employment) ต่อเนื่องกันมานาน ดัชนีชี้วัดที่สำคัญสามารถดูได้จากจำนวนการจ้างงานที่สูงอย่างต่อเนื่อง จนอัตราการว่างงานของไทยถึงจะผันผวนเป็นรายไตรมาสไปบ้าง แต่ก็มีอัตราค่อนข้างต่ำอยู่ในช่วง 0.5-2.0% ของกำลังแรงงาน
"ยิ่งพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นรายเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2557 พบว่าอัตราการว่างงานโดยรวมแต่ละเดือนยังสูงกว่าปี 2556 มาโดยตลอด แต่ยังไม่สูงพอที่จะทำให้การมีงานทำของประเทศไทยลดจำนวนการจ้างงานลง อาทิ ในเดือนมกราคม 2557 มีผู้มีงานทำ 37.79 ล้านคน เดือนสิงหาคมก็ยังมีผู้มีงานทำถึง 38.37 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 0.2% ต่อเดือน จึงไม่น่าแปลกใจว่าปัญหาขาดแคลนแรงงานในเชิงปริมาณจะยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะดีขึ้นบ้างก็ตาม"

"ปัญหาที่พบคือ มีการผลิตบุคลากรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการในสาขาขาดแคลน โดยดูจากจำนวนผู้ว่างงานที่มีสัดส่วนมากกว่าจำนวนที่ขาดแคลนในทุกระดับการศึกษา เช่น ในปี 2556 ระดับ ม.ปลาย และ ปวช. ว่างงานมากกว่าจำนวนที่ขาดแคลนถึง 2 เท่า ระดับ ปวส. ว่างงานมากกว่าจำนวนที่ขาดแคลน 2.1 เท่า และระดับ ป. ตรี ว่างงานมากกว่าจำนวนที่ขาดแคลนถึง 3.5 เท่า"




ในปี 2557 กรมการจัดหางานได้คาดการณ์ผู้ที่จบการศึกษา และจำนวนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้ที่จบการศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในระดับล่างเป็นสัดส่วนน้อยมาก ยกตัวอย่างเช่น มีผู้จบมัธยมต้นสูงถึง 741,931 คน และถ้าไม่เรียนต่อต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปีจึงจะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ ซึ่งก็มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 11.8 ยิ่งเรียนถึงระดับมัธยมปลายสายสามัญแล้วก็ยิ่งจะออกสู่ตลาดแรงงานน้อยมากเพียงร้อยละ 4.2 เนื่องจากส่วนใหญ่เรียนต่อในระดับปริญญาตรี ส่วนผู้ที่เรียนระดับ ปวช. ซึ่งมีจำนวนผู้จบการศึกษาน้อยกว่าผู้เรียนมัธยมปลายมากอยู่แล้ว และมีผู้ที่จะออกมาทำงานเพียงร้อยละ 8.9
โดยผลการศึกษาของ TDRI พบว่าผู้ที่จบ ปวช. เรียนต่อ ปวส. มากกว่าร้อยละ 70 ถึงกระนั้นก็ตามก็ยังมีจำนวนผู้จบ ปวส.เข้าสู่ตลาดแรงงานเพียงร้อยละ 13.6 เท่านั้น ถ้าจะรวมผู้จบสายอาชีพทั้ง 2 ระดับเข้าด้วยกันก็ยังมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 17.8 ของผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งหมดเท่านั้น เทียบกับผู้จบระดับปริญญาตรีซึ่งมีสัดส่วนของผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานสูงถึงร้อยละ 61.5 ของผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งหมด

เมื่อเทียบกับสัดส่วนของการจ้างแรงงานในตลาดแรงงาน จะเห็นว่าเป็นสัดส่วนตรงกันข้ามกับผู้จบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยสิ้นเชิง จึงทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานระดับล่างและระดับกลางอย่างหนักตลอดมา ยิ่งคำนึงมิติของคุณภาพของผู้จบการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพที่มีสัดส่วนของผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทียบกับสายที่มิใช่วิทยาศาสตร์เข้ามาร่วมพิจารณาด้วยแล้ว ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก็ยิ่งจะรุนแรงมากขึ้นไปอีก

"ดร.ยงยุทธ" กล่าวอีกว่า การที่ประเทศไทยจะหนีจากกับดักของประเทศกำลังพัฒนาอันยาวนานนี้ได้ และมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาอารยประเทศในโลกได้ ประเทศไทยไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้าและบริการให้มากขึ้น ด้วยการวิจัยและพัฒนาการออกแบบที่เป็นนวัตกรรมของคนไทยมากขึ้น
"การจะทำเช่นนี้ได้ประเทศไทยจะต้องลดสัดส่วนของการใช้ผู้จบการศึกษาในระดับ ม. ต้น (หรือต่ำกว่า) ซึ่งเป็นแรงงานระดับล่างให้น้อยลง และพยายามปรับปรุงอุปสงค์ต่อผู้ที่มีการศึกษาในระดับกลาง คือ ม. ปลาย รวมถึง ปวช. ให้มากขึ้น เนื่องจากมีข้อสมมติฐานในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่า การศึกษาในระดับนี้ฝึกอบรมเพิ่มทักษะได้ง่าย และสามารถปรับตัวกับกระบวนการผลิตได้ดีกว่า"
"เท่าที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีความต้องการที่จะจ้างผู้ที่จบสายอาชีพมากขึ้นโดยเฉพาะระดับ ปวช. แต่ผู้ปกครองกลับต้องการให้บุตรหลานได้เรียนในสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ (เพื่อหวังให้ลูกได้จบปริญญาตรี) โดยมีสัดส่วนของผู้เรียนสายสามัญต่อสายอาชีพเท่ากับ 66:34 และอยู่ในระดับนี้มานานนับสิบปี และผลการศึกษาของสำนักเลขาธิการสภาการศึกษาก็พบว่า สัดส่วนนี้ไม่ดีขึ้นมีแต่จะเลวลงเช่นในปีการศึกษา 2557 ต่อ 2558 นี้มีสัดส่วนแย่ลงเหลือประมาณ 71:29 ซึ่งถ้ายังปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมแบบนี้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานผู้จบสายอาชีพในระดับอาชีวศึกษาก็จะถึงขั้นวิกฤติ"
"ประเด็นที่เป็นปัญหามาโดยตลอดอีกมิติหนึ่งคือ มิติคุณภาพและการเรียนในสาขาวิชาชีพที่ไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งทำให้ผู้ที่จบสายอาชีพยังคงว่างงานอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากขาดสมรรถนะที่ผู้ประกอบการต้องการ ทำให้กำลังแรงงานสายวิชาชีพช่างซึ่งมีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งจะน้อยลงไปอีก"

การที่จะชักจูงให้มีผู้สนใจเข้ามาเรียนสายอาชีพมากขึ้นนั้น "ดร.ยงยุทธ" เห็นว่าต้องทำ 2 มาตรการควบคู่กันคือ มาตรการจูงใจ
1.ต้องปรับทัศนคติของพ่อแม่ที่ต้องการใบปริญญา และนักเรียนเองที่เห็นว่าเรียนสายสามัญมีศักดิ์ศรีกว่าเรียนสายอาชีพ ใช้การแนะแนวเชิงรุกเสริมด้วย Social Media ช่วยในการทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครอง
2.ต้องสร้างสถานศึกษาพิเศษ สำหรับเด็กพิเศษที่ต้องการเรียนใน Smart TVET School เพื่อเป็น การสร้าง“เด็กอาชีวะรุ่นใหม่” โดยการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบในทุกจังหวัดใหญ่หรือภูมิภาคของประเทศเพื่อให้เป็นสถานศึกษาที่มีครูดี สถานที่ฝึก (เครื่องมืออุปกรณ์พร้อม) สำหรับเด็กเก่งเข้ามาเรียนอาชีวศึกษาโดยเฉพาะในสายช่าง (อุตสาหกรรม) ได้รับทุนการศึกษา วางหลักสูตรร่วมกับสถานประกอบกิจการหรือผู้ใช้นักศึกษาที่จบ เพื่อการันตีผู้จบเหล่านี้ว่ามีงานทำและมีรายได้ดี
3.สำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาในสายช่างอื่น ๆ อาจจะเน้นในทางปฏิบัติร่วมกับผู้ใช้หรือสถานประกอบกิจการให้มากที่สุด อาจจะปรับลดหลักสูตรให้เหลือระยะเวลาเรียนภาควิชาการและฝึกงานจริง (ระบบทวิภาคี) อย่างละเท่า ๆ กัน โดยสถานศึกษาพิจารณาจัดหลักสูตรให้ชัดเจนว่า จะให้เด็กที่จบไปทำงานกับใครที่ไหน โดยดูตลาดแรงงานที่รองรับเป็นหลัก
4.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสมาคมวิชาชีพ สภาวิชาชีพต้องร่วมกันกำหนดอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม และจะต้องไม่แตกต่างจากผู้จบระดับปริญญาตรีสายอาชีพมากนัก อาทิ ผู้จบ ปวช. ได้เงินเดือน 1 หมื่นบาทขึ้นไป จบ ปวส. 1.2-1.3 หมื่นบาทขึ้นไป เป็นต้น และสำหรับเด็กจบ Smart ปวช. อาจจะให้เงินเดือนที่สูงกว่าเช่นเริ่มต้น 1.2 หมื่นบาท เป็นต้น
5.ให้ความสนใจกับอาชีวศึกษาเอกชนมากกว่า 400 แห่ง ที่ควรต้องได้รับการดูแลพัฒนาให้ดีขึ้น ให้สามารถผลิตบุคลากรตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้รั้วเดียวกันกับ สอศ.

สำหรับมาตรการเชิงบังคับ "ดร.ยงยุทธ" เห็นว่าควรจะนำมาใช้ได้แล้วนั่นคือ การเพิ่มสัดส่วนของผู้เรียนต่อจาก ม. 3 เป็นสายสามัญต่อสายอาชีพปัจจุบันจาก 67:33 ให้เป็น 50:50 ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยควรดำเนินการตามแนวทางของสภาการศึกษาฯ ได้แก่ จะต้องจัดตั้งผู้เข้ามารับผิดชอบหาวิธีการในการคัดกรองนักเรียนในระดับ ม. 3 ที่จะจบว่าสมควรจะเรียนต่อสายสามัญ หรือเรียนต่อสายอาชีพ โดยใช้มาตรการทางด้านงบประมาณ (Unit Cost) มาใช้ให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน อาทิ ให้การสนับสนุนรายหัวผู้เรียนสายอาชีพมากกว่าสายสามัญร้อยละ 30-50เป็นต้น
"จำกัดจำนวนนักเรียนสายสามัญต่อชั้นเรียน โดยมีข้อตกลงว่าจะมีนักเรียนไม่เกิน 30 คนต่อห้อง และถ้าเรียนเกินกว่าจำนวนที่กำหนดจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว และโดยภาพรวมของประเทศจะร่วมกำหนดเป้าหมายว่า แต่ละปีจะลดผู้เรียนสายสามัญได้ปีละเท่าไร และในการบังคับใช้ข้อตกลงคือ เมื่อครบจำนวนโควต้าแล้วจะไม่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายหัวหรือผู้เรียนไม่ได้รับเงินกู้เรียนเพื่อให้ได้เป้าหมาย 50:50 ให้เร็วที่สุด"

"นอกจากนั้นควรเน้นผู้เรียนสายมัธยมศึกษาฐานวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น เพื่อให้มีวัตถุดิบหรือจำนวนผู้จบ ม. 3 ที่จะเข้าเรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยอาจจะใช้มาตรการอุดหนุนหรือการกู้ยืมเงินเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์มากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าสู่มัธยมศึกษาสายอาชีพฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ควรจะได้รับการอุดหนุนรายหัวที่สูงกว่าการเรียนสายอื่น ๆ ถ้าทำได้จริงจะเป็นแนวทางในการสนับสนุนให้มีผู้จบมัธยมศึกษาสายอาชีพ โดยเฉพาะมัธยมสายอาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เพียงพอและมีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี"

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เขียนรายงานการวิจัย (Baby Thesis) ; เขียนโครงร่างคำเสนอทำวิจัย(Proposal) วิชาโครงการระดับ ปวช./ปวส. ป.ตรี

Power Point นำเสนอการเขียน
โครงร่างงานวิจัย(Proposal)
รายงานการวิจัย(Research report)

ควรศึกษาให้ครบทั้ง..77..frame

1)วิชาโครงการของนักศึกษาระดับ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี
2)วิจัยโครงงานวิทยาศาสตร์
3)วิจัยสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่

>>>คลิก<<<


https://www.facebook.com/groups/304513799663082/821500087964448/


ศักราชบอกปีได้แก่ มหาศักราช(ม.ศ.),จุลศักราช(จ.ศ.),รัตนโกสิทรศก(ร.ศ.),พุทธศักราช(พ.ศ.)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

มหาศักราช (ตัวย่อ ม.ศ.; อังกฤษ: Shalivahana era, Saka era) เป็นศักราชที่ใช้ตามปีครองราชย์ของ พระเจ้ากนิษกะ กษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรกุษาณะ หรือ พระเจ้าสลิวาหนะ ศากยะวงศ์องค์หนึ่ง[1] ที่มีอาณาเขตยิ่งใหญ่ปกครองอาณาเขตถึงบริเวณที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ อินเดียส่วนเหนือ อัฟกานิสถาน ทาจิกิสถาน และส่วนตะวันตกของจีน ปีมหาศักราชนั้นในหนังสือไทยจะอ้างถึงปีที่เริ่มครองราชย์คือ พ.ศ. 621 (ค.ศ. 78)[2] ในขณะที่บันทึกต่างประเทศระบุว่าครองราชย์ในปี ค.ศ. 127 (พ.ศ. 670)[3] [4] ด้านสารานุกรมบริเตนนิการะบุว่าไม่ทราบปีครองราชย์ที่แน่นอน คาดว่าอยู่ในช่วง ค.ศ. 78 - 144[5]
เมื่อมหาศักราชแพร่เข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้จารึกต่าง ๆ ในสมัยสุโขทัยและอาณาจักรใกล้เคียงต่างใช้มหาศักราชเป็นส่วนใหญ่[ต้องการอ้างอิง] คาดว่าไทยเลิกใช้มหาศักราชในปี พ.ศ. 2112 โดยเปลี่ยนไปใช้จุลศักราชแทน อย่างไรก็ตามมีการใช้มหาศักราชอยู่บ้างหลังจากนั้น ดังปรากฏในจารึกวัดไชยวัฒนาราม (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)[ต้องการอ้างอิง]
ปัจจุบันการแปลงมหาศักราช เป็นพุทธศักราช ให้นำ 621 บวกปีมหาศักราชนั้น จะได้ปีพุทธศักราช


จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


จุลศักราช (จ.ศ.) (อังกฤษ: Chula Sakarat, Minor Era) เป็นศักราชที่เริ่มเมื่อ พ.ศ. 1181 (ค.ศ. 638) นับรอบปีตั้งแต่ 16 เมษายน ถึง 15 เมษายน (ผู้กำหนดให้ใช้จุลศักราช คือ พระยากาฬวรรณดิศ เมื่อคราวประชุมกษัตริย์ในล้านนา) ที่ได้ทำการประชุมเหล่ากษัตริย์ทำการลบศักราชปีมหาศักราช แล้วตั้งจุลศักราชขึ้นมาแทน เดิมเข้าใจกันว่าเป็นศักราชของพม่า ปรากฏอยู่ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ทว่าปีที่ตั้งจุลศักราชนั้น เป็นเวลาก่อนปีที่พระเจ้าอโนรธามังช่อ จะประสูติ เมื่อไทยอโยธยารับศักราชนี้ไปใช้ เลยเกิดความเชื่อกันว่าเป็นศักราชของชาวพม่า จุลศักราชถูกนำมาใช้แพร่หลายทั้งในอาณาจักรล้านนา อาณาจักรสุโขทัยสมัยหลัง และอาณาจักรอยุธยา ในสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ทรงตัดปีจุลศักราช และใช้ปีศักราชจุฬามณีแทน เป็นผลทำให้ปีนักษัตรคลาดเคลื่อนไปสามปี ต่อมา จึงได้เปลี่ยนกลับไปใช้ปีจุลศักราชตามเดิม และตกทอดมาถึงปัจจุบัน การคำนวณปี พ.ศ. จาก จ.ศ. ปฏิทินไทยให้ใช้ปี จ.ศ. บวก 1181 ก็จะได้ปี พ.ศ. (เว้นแต่ในช่วงต้นปีตามปฏิทินสุริยคติที่ยังไม่เถลิงศกจุลศักราชใหม่)
ในเอกสารโบราณของไทยจำนวนไม่น้อย นิยมอ้างเวลา โดยใช้จุลศักราช โดยใช้ควบคู่กับปีนักษัตร หรือ ระบุเฉพาะเลขตัวท้ายของจุลศักราช และปีนักษัตร ทำให้สามารถระบุปี ได้ในช่วงกว้างถึงรอบละ 60 ปี (มาจาก ครน. ของรอบ 10 ปีจากเลขท้ายของจุลศักราช และรอบ 12 ปีของปีนักกษัตร)


รัตนโกสินทรศก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รัตนโกสินทร์ศก ตัวย่อ ร.ศ. (อังกฤษ: Rattanakosin era) คือ รูปแบบของศักราชบอกปีชนิดหนึ่ง ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่ปีที่ก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นปีแรก รัตนโกสินทรศกเริ่มมีการใช้ครั้งแรกเมื่อจุลศักราช 1250 [1] (พ.ศ. 2324) และวันเริ่มต้นปีคือวันที่ 1 เมษายน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้เป็นวันขึ้นปีใหม่และประกาศใช้รัตนโกสินทรศกอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเล็งเห็นประโยชน์และสะดวกในการอ้างอิงในด้านประวัติศาสตร์ จึงได้มีการยกเลิกการใช้งานโดยมีประกาศไว้เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก 131 (พ.ศ. 2455) โดยหนังสือราชการทั้งหมดได้เปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชแทนที่ [1]
วิธีแปลงพุทธศักราชเป็นรัตนโกสินทรศก ให้นำเลขปีของพุทธศักราชลบด้วย 2324 จะได้เลขปีของรัตนโกสินทรศก [1] รัตนโกสินทรศกเริ่มนับเป็น 1 ตั้งแต่ พ.ศ. 2325 ดังนั้นจึงไม่มีรัตนโกสินทรศก 0

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สงครามการเงินQE หรือ Quantitative Easing

ถึงทียุโรป,ญี่ปุ่น,อังกฤษ(อีซีบี,บีโอเจ,บีโออี)นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกมาระบุว่าอีซีบี ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มขนาดของงบดุล
 สู่ระดับปี 2555 เพราะนับตั้งแต่นั้นมาก็เป็นจุดที่อีซีบีมีการอัดฉีดเงินซื้อพันธบัตรของรัฐบาล ที่มีปัญหาขาดแคลนเงินทุน รวมทั้งทำการลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้จนเหลือแค่ 0.05% และเงินที่รับฝากติดลบ 0.20% เท่ากับเป็นการยืนยันว่าจะมีการทำ QE หรือ Quantitative Easing มีการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงินขนาดใหญ่อีก 1 ล้านล้านยูโรหรือ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย โดยที่อีซีบีคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของยุโรปจะเติบโตอย่างเชื่องช้าลงที่ระดับ 0.8% ในปีนี้ ที่ 1.1% ในปี 2015 และที่ 1.7% ในปี 2016

ทั้งนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของยุโรปทั้ง 3 ปีดังกล่าวยังขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้เดิมที่ระดับ 2% และมีเงินเฟ้อที่ 2%แต่เงินเฟ้อในปัจจุบันยืนอยู่ที่ 0.5%เท่านั้น ขณะเดียวกันโออีซีดีเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ลดลงอีกจาก 3.4% เป็น 3.3% ทำให้เกิดการขายเงินยูโรอย่างหนักส่งผลให้เงินยูโรร่วงลงอย่างรวดเร็วล่าสุดลงมาอยู่ที่ 1.2376 ดอลลาร์อ่อนค่าลง 9.44%จากช่วงต้นปี โดยเงินยูโรที่อ่อนแอจึงกลายเป็นปัจจัยที่หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่ามากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากที่มีการดึงเงินกลับหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ยกเลิก QEอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้ดัชนีดอลลาร์พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 88.08% เทียบกับช่วงเดือนพฤษภาคมที่มีการปล่อยให้ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงถึงระดับ 78-79%

ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมออกพันธบัตรใหม่เดือนละมูลค่า 10 ล้านล้านเยน ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจเตรียมวงเงิน 8-12 ล้านล้านเยน เพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลทั้ง 100% โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการออกพันธบัตรใหม่ลงเมื่อไร เพื่อให้บีโอเจสามารถอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านรัฐบาลได้โดยตรง แต่ผลที่เกิดขึ้นสะท้อนมาที่เงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเช่นกันที่ 115.44 ต่อดอลลาร์ หรือลดลง 9.68% นับจากต้นปีนี้ และลดลงในช่วง 1 ปีถึง 17% จากระดับ 98 เยน ในเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว โดยเงินเยนอาจจะร่วงลงอีกถึงระดับ 120 ต่อดอลลาร์ ในระยะอันใกล้ หากบีโอเจ ยังดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกแบบช็อกตลาดด้วยการเพิ่มฐานเงินจาก 60 ล้านล้านเยน เป็น 80 ล้านล้านเยน

มาตรการช็อกตลาดการเงินโลกของบีโอเจ เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตามความมุ่งหมายของนายชินโซ อาเบะ ที่ถูกเรียกว่าเป็นหมอผีที่สร้างปาฏิหาริย์ Voodoo Abenomics ยังหวังให้ธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาทำกำไรก้อนโตได้เหมือนธุรกิจของสหรัฐ 410 บริษัทที่สามารถทำกำไรติดระดับท็อปในตลาดหุ้นเอสแอนด์พี 500 บริษัท หลังจากที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการญี่ปุ่นที่มีขนาด 12 ล้านล้านเยน และมีสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น 12% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งเป็น 20% ที่ส่งผลให้ดัชนีราคาหุ้นนิกเคอิพุ่งขึ้นเกือบ 2,000 จุด หรือมากกว่า 13% ระหว่างชั่วโมงซื้อขายตั้งแต่วันที่เฟดยกเลิก QE

อีซีบีและบีโอเจกำลังทุ่มเม็ดเงินมหาศาลระลอกใหม่ เข้าสู่ระบบการเงินโลกที่มีการคาดการณ์ว่า จะทำให้เม็ดเงินจาก QE เมื่อรวมกับวงเงินเดิมที่มาจากเฟดและธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) แล้วจะมีเม็ดเงินสะสมเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านล้านดอลลาร์ จะยิ่งส่งผลให้เกิดแนวโน้มของสงครามการเงินในที่สุด เมื่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศที่มีค่าเงินแข็งต้องเสียเปรียบในเรื่องของการแข่งขันด้านการค้าก็จะต้องปล่อยให้ค่าเงินอ่อนตาม อาทิเงินบาทในขณะนี้อยู่ที่ 32.90 เทียบดอลลาร์อ่อนค่าลงไม่ถึง 1% นับจากต้นปีนี้ อาจต้องเข้าสู่สนามแข่งขันให้ค่าเงินอ่อนลง เหมือนอีกหลายประเทศที่ตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน

บทบรรณาธิการ

         โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์/วันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 01:00


วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

พระธาตุพนม,พระธาตุศรีโคตรบอง

ที่มาน่าสนใจลอกมาจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=721889
วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2554
พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

นครพนม 1,300 ปี ....”ทวารวดี” ที่ศรีโคตรบูร


        ช่วงไม่นานนี้ ผมได้เดินทางไปยังจังหวัดนครพนมอยู่บ่อยครั้ง ทั้งมาร่วมงานด้านวัฒนธรรมที่ “เรณูนคร” งานรื่นรมย์บุญปีใหม่ไทย – ลาว ที่แขวงคำม่วน งานกิจกรรมด้านกีฬาในการแข่งขันกีฬาสัมพันธ์ระหว่างประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 7 ที่จังหวัดนครพนมเป็นเจ้าภาพ และในอาทิตย์หน้า ผมก็มีโอกาสได้ติดตามคณะกรรมการวิสามัญ ศึกษาและติดตามการแก้ไขปัญหาภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบบบูรณาการ วุฒิสภา ไปดูงานพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม รวมไปถึงงานด้านการพัฒนาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวที่จังหวัดนครพนมอีกครั้งหนึ่งครับ
.
        ทุกครั้งที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จังหวัดนครพนมและจังหวัดใกล้เคียง ผมก็ยังคงสังเกตและมองหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและมานุษยวิทยา ประเภทนอกกรอบ – วิชากวน เพื่อมาเขียนเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นอีกมุมหนึ่ง ที่อยากนำเสนอให้กับผู้ที่สนใจและมี “จินตนาการ” ลองมารับฟัง”หลักฐาน” ที่ "แตกต่าง” ไปจากที่เคยรับรู้ ใน Blog ข่าว OKNation แห่งนี้อยู่เสมอ
.
         เมื่อเราพูดถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ โบราณคดีของจังหวัดนครพนม หลายคนที่เคยศึกษาก็จะต้องนึกถึงเรื่องราวคำอธิบายประวัติศาสตร์ที่มาจาก “ตำนาน” ผ่านทาง “ตำนานอุรังคธาตุ” ที่อธิบายถึงกำเนิดของ”พระธาตุพนม” พระธาตุคู่บ้านคู่เมือง
.
        อีกทั้ง “ตำนานพระธาตุพนม” ที่กล่าวถึงอมรฤาษีและโยธิกฤาษี ไปเอาอุโมงศิลาบนยอดเขาภูเพ็กมาตั้งไว้ชั้นบนของพระธาตุพนม เรื่องราวการสร้างพระธาตุพนมที่ "ภูกำพร้า" เรื่องราวของแคว้นศรีโคตรบูรที่ว่า “ในราว พ.ศ.8 ดินแดน ศรีโคตรบูร ตั้งเมืองหลวงอยู่ใต้ปากเซบ้องไฟ อยู่เหนือสุวรรณเขตประเทศลาว ครั้นต่อมาได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งอยู่เหนือธาตุพนม ในดงไม้รวกจึงมีนามว่า" มรุกขนคร" มีกษัตริย์ครองเมือง ๕ องค์ องค์สุดท้ายชื่อ พระยานิรุฏฐราช บ้านเมืองเลยเกิดวิบัติล่มร้างเป็นบึงและป่า”
.
          และ “ตำนาน” ที่อธิบายเรื่องราวของพระยาโคตรบอง (โคตรบูร)จาก ตำนานพระยาศรีโคตร และ ”พงศาวดารเหนือ” ที่กล่าวถึงผู้มีบุญทรงฤทธานุภาพฆ่าไม่ตาย มีพละกำลังสามารถลากท่อนซุงขนาดใหญ่มาทำกระบอง เพื่อปราบช้างป่านับล้านตัว ให้กับ อาณาจักรเวียงจันทน์ จนเป็นที่มาของ อาณาจักรล้านช้าง
.
.
         “ประวัติศาสตร์ผสม” จากตำนานคำบอกล่าหรือนิทานทั้งหลายนี้ ได้กลายมาเป็นคำอธิบายประวัติศาสตร์โบราณคดี เรียบเรียงและนำมาใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่องครับ
.
        แต่ในมุมของผม มันคนละอย่างกัน !!!
.
         ถ้าอยากอ่านเรื่องราว ประวัติศาสตร์เชิงตำนานของเมืองนครพนม มรุกขนครหรือศรีโคตรบูร ก็สามารถหาอ่านได้จากเวปไซต์หลายแห่ง ผมคงไม่ต้องไป “คัดลอก” มาให้อ่านกันนะครับ หุหุ
.
        แต่ในอีกส่วนมุมมองของผม ผมได้ไปพบกับหลักฐานทางโบราณคดีเก่าแก่ ที่วางระเกะระกะหรือถูกนำมาใช้อ้างใหม่ตามตำนาน เพื่อให้สอดรับกันเท่านั้น
.
        เมื่อไปพบเห็น ก็ต้องนำมาเล่าสู่กันฟังสิครับ !!!
.
         ในคราวข้ามไปทำบุญตามกิจกรรม รื่นรมย์ปีใหม่ ไทย – ลาว ณ วัดศรีโคตรบอง เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ประเทศลาว ที่จัดขึ้นโดยวัฒนธรรมจังหวัดนครพนมเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา “พระเจดีย์ประธานของวัด มีลักษณะผสมผสานทางศิลปะ เป็นเจดีย์ที่น่าจะมีอายุไม่มากนัก” นี่คือความคิดแรกที่ออกมาระหว่างการเวียนทักษิณาวัตร
.
.
         แต่เมื่อผมเดินขึ้นไปบนลานประทักษิณของ “องค์พระธาตุศรีโคตรบอง” ก็พบว่า มี “ก้อนหิน” ในรูปแบบวัฒนธรรม “หินตั้ง” ซึ่งอาจกลายมาเป็นคติ “ใบเสมา” แล้ว ถูกทาสีขาวปักไว้มุมด้านหนึ่งของพระเจดีย์ประธาน
.
.
        ตรงด้านหน้าทิศตะวันออกของพระเธาตุ มี “นาคปัก” ที่เป็นเครื่องบนของปราสาทหินแบบเขมรอยู่ 2 ชิ้น ประมาณณอายุอยู่ในราวศิลปะแบบเกลียง – บาปวน พุทธศตวรรษที่ 15 – 16 และใบเสมาหินทรายขนาดใหญ่ที่มีจารึกอักษรไทยน้อย (ลาว) กล่าวถึงการสร้างพระธาตุศรีโคตรบอง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22
.
.
        ที่ตกใจก็คือ ผมได้มาพบกับหลักฐานทางโบราณคดี ของวัฒนธรรมแบบทวารวดีและวัฒนธรรมแบบเขมร พร้อมกันที่วัดพระธาตุศรีโคตรบอง ครับ
.
        “เออน่า มันคงถูกย้ายมาจากที่อื่นในยุคหลัง” ผมพูดกับตัวเอง
.
        แต่ความสงสัยใคร่รู้ มันทำให้ผมลุกออกจากศาลาที่เขากำลังประกอบพิธีการกันอยู่ เดินออกไปด้านนอกทางด้านหน้าวัด ทิศตะวันออก ที่เป็นลานโล่งกว้างขนาดใหญ่
.
        “ให้ตายเถิด” ผมได้ไปพบกับสถูปโบราณในศิลปะแบบล้านนา – ล้านช้าง อายุในพุทธศตวรรษที่ 21 – 22 ร่วมสมัยกับกรุงศรีอยุธยา ในสภาพพังทลายเป็นกองอิฐขนาดใหญ่อีกองค์หนึ่ง
.
.
        “ แล้วจะมีอะไรอีกไหม” ผมเดินตระเวนสำรวจไปทั่ววัดศรีโคตรบอง แล้วมันก็มีจริง ๆ
.
        ผมพบฐานอิฐของอาคารโบราณ 2 – 3 แห่ง พบฐานอิฐของสถูป ? ขนาดไม่ใหญ่นัก อีก 1 – 2 แห่ง
.
        ก่อนจะมาเป็นวัดศรีโคตรบอง ที่นี่คงมีศาสนสถานมาแล้วในยุคก่อนหน้า และก่อนหน้ามาขนาดไหนล่ะ ? ผมถามกับตัวเอง
.
        คำตอบก็อยู่กับตรงหน้า “หินตั้ง” ที่ตั้งอยู่ค้ำขอบฐานอาคารอิฐชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งกับชิ้นเล็กอีกสองสามชิ้น ทำขึ้นจากหินตระกูลหินทรายสีออกแดง รูปทรงด้านบนเป็นใบเสมาและสันกลางที่คล้ายรูปทรงสถูป โผล่ขึ้นมาจากดิน
.
.
        ผมพบ ใบเสมาทวารวดี (แบบอีสาน) ที่ฝั่งลาวและพบรูปสลักหินทรายในศิลปะแบบเขมร ที่วัดศรีโคตรบอง !!! 
.
.
.
        .......ย้อนกลับมาที่นครพนม
.
        วันหนึ่งผมมีโอกาสได้แวะเข้าไปไหว้พระที่วัดโอกาส (ศรีบัวบาน) ที่ตั้งอยู่ข้างตลาดอินโดจีน เพื่อเข้าไปนมัสการพระติ้ว พระเทียม พระคู่เมืองนครพนม เมื่อเข้าไปภายในวัดก็ไปพบกับ “ใบเสมา” แบบทวารวดี (อีสาน) รูปแบบเดียวกันกับที่พบที่วัดศรีโคตรบอง
.
.
        รูปแบบของใบเสมา ตกแต่งด้วยรูปสถูปหรือหม้อปูรณฆฏะอันเป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์ ฐานเป็นลายกลีบบัว สภาพแตกหัก เหมือนถูกทำลายโดย “จงใจ”
.
.
        ส่วนที่เหลือ ถูกนำมาเรียงล้อมรอบโบสถ์ของวัด ตามคติใบเสมาล้อมพัทธสีมาแห่งสงฆ์
.
.
        เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมของพื้นที่วัดโอกาสและใกล้เคียง พื้นที่นี้เมื่อ 1,300 – 1,400 ปีที่แล้ว ต้องเคยเป็น “มณฑลหรือเขตแดนศักดิ์สิทธิ์” ที่จะถูกล้อมรอบด้วย “หินตั้ง” ในรูปแบบของใบเสมาตามคติ “เถรวาท” ทวารวดีแบบอีสาน
.
.
        แบบเดียวกับเนินดินของวัดศรีโคตรบอง ที่มีร่องรอยของหลักฐานหินตั้งแบบเดียวกัน !!!
.
        นอกจากจะพบหินตั้งในรูปแบบ “ใบเสมา” ล้อมรอบเนินดินเพื่อกำหนดเขตมณฑลศักดิ์สิทธิ์ที่วัดโอกาส กลางเมืองนครพนมแล้ว ยังพบในเสมาในรูปแบบ ศิลปะและวัสดุที่ใช้สร้างแบบเดียวกันที่ บ้านทู้ อำเภอธาตุพนม บ้านโปร่ง(กลุ่มหินตั้งจะอยู่ระหว่าง3 หมู่บ้าน คือ บ้านโปร่ง บ้านอุ่มเหม้า บ้านข้าวหลาม)ตำบลน้ำกำ อำเภอธาตุพนม และในอีกพื้นที่หลายแห่งในเขตอำเภอเมืองอีกด้วยครับ
.
        และรูปแบบวัฒนธรรม “หินตั้ง” ตามคติแบบทวารวดีนี้ ยังไปพบที่วัดพระธาตุพนมอีกด้วยครับ
.
        หลายท่านที่ไปนมัสการพระธาตุพพนม ก็อาจมองไม่เห็นหรือมองเห็นไปตามคำอธิบายที่มาจากตำนานอุรังคธาตุหรือตำนานพระธาตุพนม
.
.
        หินตั้งของวัดพระธาตุพนม มีอายุที่หลากหลายกว่าที่พบที่วัดโอกาสและวัดพระธาตุศรีโคตรบอง ที่เก่าสุดเห็นจะเป็น กลุ่ม “หินตั้ง” ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในราวพุทธศตวรรษที่ 8 – 9 รูปแบบหินจะยังไม่มีการตกแต่งแกะสลักให้เป็นลวดลาย นิยมใช้หินตระกูลหินตะกอน (sedimentary rock) ประเภท หินทรายเม็ดใหญ่ (Millet-seed Sandstone) ก้อนขนาดใหญ่ มาวางเรียงไว้รอบมณฑลศักดิ์สิทธิ์ หรือที่อาจเรียงว่า “ภูกำพร้า” ในตำนาน เนินดินขนาดใหญ่ริมแม่น้ำโขง
.
.
        ต่อมารูปแบบของหินตั้ง เริ่มมีการ ”เปลี่ยนแปลง” มาใช้เป็น "ใบเสมา" ตามคติเถรวาท ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 – 13 รูปแบบใบเสมา จะทำเป็นแท่งหินที่มีการกำหนดมุม 4 เหลี่ยมบ้าง 8 เหลี่ยมบ้างหรือ ดัดแปลงแค่ลบปรับเหลี่ยม เป็นแท่งสูง ฐานทำเป็นลายกลีบบัว ลายลูกปะคำ
.
.
         หินตั้งในยุคก่อนประวัติศาสตร์หลายก้อน ก็ถูกดัดแปลงรูปทรงให้ใกล้เคียงกับรูปแบบใบเสมา สลักรูปสถูปเจดีย์บนหม้อปูรณฆฏะ เสมาหินแบบนี้พบตั้งอยู่มุมหลังวิหารด้านทิศเหนือหน้าองค์พระธาตุพนม
.
.
.
        จากการศึกษาภายหลังจากที่องค์พระธาตุพนมล้มลงในปี 2518 พบหลักฐานศิวลึงค์ ฐานโยนี ท่อรางโสมสูตร และร่องรอยฐานขององค์พระธาตุพนมที่เป็นอาคารปราสาทอิฐแบบวัฒนธรรมเขมร       
.
       สรุปได้ว่า ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 13 หรือประมาณ 1,300 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการวางใบเสมาหินทรายล้อมรอบมณฑลศักดิ์สิทธิ์ กลุ่มชนใหม่ผู้มี "อำนาจ" จากทิศใต้ ได้เข้ามาสร้างอาคารปราสาทอิฐขนาดใหญ่ในศิลปะแบบอินเดีย ที่เรียกกันตามศิลปะแบบเขมรว่า ศิลปะแบบสมโปร์ไพรกุก (Sombor Prei Kuk) ศิลปะแบบไพรกเมง (Prei Khmeng) หรืออาจอยู่ในช่วงสมัยกำพงพระ (Kampong Phra)
.
        ในช่วงพุทศตวรรษที่ 13 - 14 ต่อมา บริเวณรอบพื้นที่เนินภูกำพร้า มีการบูรณะปราสาทอิฐแบบเขมรโดยช่างฝีมือจากอาณาจักรจามปา (ดงเดือง -หมี่เซิน) ก่อองค์ปราสาทให้สูงใหญ่ขึ้นตามคติผสมระหว่างฮินดูและพุทธศาสนา ในช่วงนี้จึงน่าจะมีการนำเสาหินรูปทรงแปดเหลี่ยมที่สลักขึ้นจากหินทรายสีเขียวขนาดใหญ่ ที่เรียกกันตาม “ตำนานพระธาตุพนม” ว่า “เสาอินทขีล” (เสาหลักเมือง) มาปักอยู่ 4 มุม ของอาคารศาสนสถานกลางมณฑลศักดิ์สิทธิ์ที่บูรณะขึ้นใหม่
.
.
        ตามตำนานพระธาตุพนมกล่าวว่า “เสาอินทขีล” นั้น พญาทั้งห้าผู้สร้างพระธาตุพนมในยุคแรก ได้ให้คนไปขนมาจากที่ต่าง ๆ รวมกันสี่ต้น แล้วฝังไว้ในบริเวณรอบ ๆ องค์พระธาตุทั้งสี่มุม คือ ต้นที่หนึ่งนำมาจากเมืองกุสินารา ฝังไว้ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างรูปอัจจมุขีไว้ที่โคนเสาหนึ่งตัว ต้นที่สองนำมาจากเมืองพาราณสี ฝังไว้ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างรูปอัจจมุขีไว้ที่โคนเสาหนึ่งตัว ต้นที่สามนำมาจากเมืองลังกาฝังไว้ที่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ต้นที่สี่นำมาจากเมืองตักกศิลาฝังไว้ที่มุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เสาอินทขีลทั้งสี่ต้นนี้อาจใช้เป็นเสาปักเขตแดนของศาสนสถานคล้ายใบเสมา
.
.
.
.
.
        "ประติมากรรมรูปสิงห์หรืออัจจมุขี" พบที่วัดพระธาตุพนม ตามตำนานอุรังคธาตุกล่าวไว้ว่า ได้มีการสร้างรูปอัจจมุขีขึ้นไว้สองตัว อยู่ที่มุมทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือหนึ่งตัว และฝังไว้ที่มุมทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้อีกหนึ่งตัว
.
.
.
        ในความเห็นของผม รูปสิงห์หรืออัจจมุขีนี้น่าจะถูกสร้างขึ้นในช่วงหลังการสร้างปราสาทอิฐ เพื่อใช้เป็นรูปสิงโตหมอบเฝ้าทางเข้า (ทวารบาล) ที่จะมีเพียงทางเดียว มีลักษณะของอิทธิพลศิลปะอินเดียที่ผ่านมาจากศิลปะจาม - ชวา อีกทีหนึ่ง ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการบูรณะปราสาทอิฐในยุคแรก ที่มีการแกะสลักอิฐรอบองค์ธาตุเป็นภาพบุคคลขี่ช้าง ขี่ม้า ยักษ์ สัตว์ป่า รูปเทพเจ้าประจำทิศ ฯลฯ (ราวพุทธศตวรรษที่ 14 ) โดยนำหินทรายที่ใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างอาคารอิฐที่ถูกรื้อถอนออกมาจากยุคแรกเป็นวัสดุหลัก  
.
.
ใบเสมาหินทรายตรงกลางสลักเป็นสถูปเจดีย์ที่พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุพนม
รูปแบบเดียวกับที่พบที่วัดศรีโคตรบอง
.
        ในขณะที่ "ตำนานอุรังคธาตุ" ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยปราชญ์ชาวล้านช้าง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 เพื่ออธิบายเรื่องราวในยุคก่อนหน้าของการเข้ามาครอบครองแผ่นดินใหม่ แผ่นดินที่เคยมีผู้คนอาศัยแต่ได้ทิ้งร้างสาบสูญไปแล้ว
.
        กลุ่มชนในวัฒนธรรมล้านช้าง ได้เข้ามาครอบครองพื้นที่ที่เคยมีศาสนสถานของวัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมแบบเขมร ที่ซ้อนทับกันอยู่ในในชื่อของ “ศรีโคตรบูร” และน้อมรับที่จะเป็นศรีโคตรบูรณ์สืบทอดต่อมา
.
.
ลวดลายแกะสลักหินทรายบนชิ้นส่วนยอดบนสุดของใบเสมายุคล้านช้างที่แตกหัก
ด้านหลังเป็นชิ้นส่วนของ "หินตั้ง" ?
.
        "พระธาตุพนม" จึงถูกสร้างขึ้นใหม่ในยุค อาณาจักรเวียงจันทน์ - ล้านช้าง โดยดัดแปลงปราสาทอิฐแบบเก่าของอินเดีย – จาม – เขมร เติมยอดแบบโกศ (บรรจุกระดูก) แบบลาวเหนือเรือนธาตุขึ้นไปกลายเป็นสถูปเจดีย์แทนปราสาท
.
        ชาวล้านช้าง ได้อาศัย “ตำนาน” ที่แต่งขึ้น เพื่อครอบครอง “มรุกขนคร” อย่างสมบูรณ์ และสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้นมากมาย ดังที่เราพบเห็นโบราณสถานร้างในยุค “ล้านช้าง” ราวพุทธศตวรรรษ ที่ 19 - 22 ในพื้นที่อำเภอเมืองมากกว่า 20 แห่ง
.
        “หินตั้ง” ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ กลายมาเป็น “ใบเสมา” ในยุควัฒนธรรมทวารวดีแบบอีสาน และบางส่วนก็ถูกนำมาขัดผิวหน้าให้เรียบ พร้อมเขียนจารึกในยุค “ล้านช้าง” อธิบายเรื่องราวความเป็นมาของบ้านเมือง ตั้งแต่ครั้งแคว้น “ศรีโคตรบูร” ให้สืบเนื่องต่อกันมาอย่างแนบแนียน
.
.
นาคปักแบบปราสาท "บาปวน" ในพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุพนม
     
 ........เราแยกแยะความจริงและเหตุผลออกจากประวัติศาสตร์ ก็เพียงเพราะมันอาจจะมีคุณค่าต่อสังคมมนุษย์มากกว่าเป็นเพียงเรื่องราวตาม “ความเชื่อ” ที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละยุคสมัย ....
.
.
.
.

วรณัย พงศาชลากร
17 มิถุนายน 2554

.


โดย ศุภศรุต

.
.