วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ปฏิบัติธรรม คืออย่างไร

 


ปฏิบัติธรรม คืออย่างไร

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม






คำว่า ปฏิบัติธรรม นั้น หมายความว่าอย่างไร ปฏิบัติธรรมก็คือ เอาธรรมมาปฏิบัติ เอาธรรมมาใช้ เอามาใช้ดำเนินชีวิตทำการทำงาน คือเอาธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตจริง ทำให้เป็นชีวิตที่ดีมีความสุขนั่นเอง

เมื่อปฏิบัติธรรมก็หมายถึงว่า เอาธรรมมาใช้ในชีวิตจริง หรือเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ถ้ายังไม่ได้ใช้ ก็ไม่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ ว่าถึงตัวคำว่า "ปฏิบัติ" เองนี้ เดิมนั้นแปลว่า "เดินทาง" มาจากภาษาบาลี ของเดิมนี้มีคำคล้ายๆ กับอีกคำหนึ่งคือ "ปฏิปทา"

"ปฏิปทา" แปลว่าอะไร จะเห็นได้ในคำว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" ที่เราแปลกันว่า "ทางสายกลาง" มัชฌิมา แปลว่า สายกลาง และปฏิปทา แปลว่า ทาง ทางคืออะไร ทางนั้น คือ ที่จะเดิน คำว่าปฏิปทา ก็คือ ที่ ที่จะเดิน คำว่า ปฏิปทา กับคำว่า ปฏิบัตินี้ เป็นคำเดียวกัน รากศัพท์อันเดียวกัน ถ้าเป็นกริยา มีรูปเป็น ปฏิปชฺชติ แปลว่า ดำเนิน หรือเดินทาง

เพราะฉะนั้น ปฏิปชฺชติ มาเป็น ปฏิบัติ หรือเป็น ปฏิปทา ก็ตาม ก็แปลว่า การเดินทาง หรือแปลว่า ทางที่เดิน ถ้าเป็นการเดินทางก็นิยมใช้ในรูปว่า ปฏิปตฺติ หรือไทยใช้ว่า ปฏิบัติ ถ้าเป็นทางที่เดินก็นิยมใช้ ปฏิปทา เพราะฉะนั้น เราเอาถ้อยคำสำหรับสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั้นเอง มาประยุกต์ใช้ในทางธรรม การเดินทางตามปกตินั้น เป็นการเดินทางภายนอก เป็นการเดินทางด้านวัตถุ เอาเท้าเดิน หรือแม้มีรถแล้ว เอารถวิ่งไป ตลอดจนไปด้วยเครื่องบิน ก็เรียกว่า เป็นการเดินทาง

ทีนี้ ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ชีวิตก็เป็นการเดินทางชนิดหนึ่ง แต่เรามักเปลี่ยนคำพูดจากเดินมาเป็น ดำเนิน ที่จริงเดินกับดำเนินนั้น ก็ศัพท์เดียวกันนั่นแหละเดินก็แปลงมาดำเนิน แล้วเราก็มีการดำเนินชีวิตในการดำเนินชีวิตนั้น ก็เหมือนกับว่าเราเอาชีวิตนี้ไปเดินทาง หรือว่าการเป็นอยู่ของเรานั้นเปรียบเสมือนทาง ถ้าเป็นอยู่อย่างถูกต้อง ก็เรียกว่าเดินทางชีวิตอย่างถูกต้อง คือ ดำเนินชีวิตได้ดี ถ้าเดินทางชีวิตไม่ถูกต้อง ก็เรียกว่าดำเนินชีวิตที่ผิด ในเมื่อปฏิปทา หรือปฏิบัตินี้ แปลว่า การเดินทาง และทางที่เดิน เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมก็คือเอาธรรมมาใช้ในการเดินทางชีวิต หรือเอามาช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง หรือเอามาช่วยในการเดินทางชีวิต เพื่อให้การดำเนินชีวิตนั้นเป็นไปด้วยดี

หมายความว่า ถ้าเราไม่เอาธรรมมาใช้ การเดินทางชีวิตของเราก็อาจจะผิด อาจจะเขว อาจจะพลาด อาจจะหลง อาจจะไปในทางที่เกิดความเสื่อม ความพินาศ แทนที่จะเป็นทางแห่งความสุข ความเจริญ เราก็เลยเอาธรรมมาช่วย เอาธรรมมาปฏิบัติ ก็คือ เอาธรรมมาใช้ช่วยให้การเดินทางชีวิตนี้ถูกต้อง ได้ผลดีที่ประสงค์ พูดง่ายๆ จึงว่า การปฏิบัติธรรมก็คือการเอาธรรมมาใช้นั่นเอง ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมก็จึงเป็นเรื่องกว้างๆ ไม่เฉพาะการที่จะปลีกตัวออกจากสังคม ไปอยู่ที่วัด ไปอยู่ที่ป่า แล้วก็ไปนั่งบำเพ็ญสมาธิอะไรอย่างนั้น ไม่ใช่แค่นั้น อันนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นการพยายามนำธรรมมาใช้ในขั้นลึก ในการที่จะฝึกฝนจิตใจอย่างจริงๆ จังๆ

ถ้าจะเรียกเป็นภาษาสมัยใหม่ การปลีกตัวไปปฏิบัติแบบนั้น ก็เรียกว่า เป็นการปฏิบัติแบบ intensive เป็นการปฏิบัติแบบเข้มข้น หรือลงลึกเฉพาะเรื่อง ที่จริงนั้น การปฏิบัติธรรมต้องมีตลอดเวลา เรานั่งกันอยู่ในที่นี้ ก็ต้องมีการปฏิบัติธรรม คือเอาธรรมมาใช้ เมื่อปฏิบัติสิ่งนั้น ทำสิ่งนั้นอย่างถูกต้อง ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เมื่อทำงานหรือทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องตั้งใจทำให้ดี ให้เกิดคุณประโยชน์ ให้สำเร็จความมุ่งหมายที่ดีงาม ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

ดังนั้น ถ้าตนมีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน แล้วศึกษาเล่าเรียนอย่างถูกต้อง มีความขยันหมั่นเพียร ตั้งใจเล่าเรียน เล่าเรียนให้ได้ผล ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เช่น เล่าเรียนโดยมีอิทธิบาท ๔ มีฉันทะ พอใจรักในการเรียนนั้น มีวิริยะ มีความเพียร ใจสู้ มีจิตตะ เอาใจใส่รับผิดชอบ มีวิมังสา คอยไตร่ตรอง ตรวจสอบ ทดสอบ ทดลองให้ได้ผลดียิ่งขึ้นไป อย่างนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรม หรือในการทำงานก็เหมือนกัน เมื่อมีอิทธิบาท ๔ เอาอิทธิบาท ๔ มาใช้ในการทำงานนั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรม

แม้แต่ออกไปในท้องถนน ไปขับรถ ถ้าขับโดยรักษากฎจราจร ขับเรียบร้อยดีไม่ประมาท มีความสุภาพ หรือลึกเข้าไปแม้กระทั่งว่า ทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด มีความผ่องใส สบายใจ ในเวลาที่ขับรถนั้นได้ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมในระดับต่างๆ แล้วแต่ว่าใครจะสามารถเอาธรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิตหรือในการทำกิจหน้าที่นั้น ให้ได้ผลแค่ไหน เพียงไร ก็เรียกว่า ปฏิบัติธรรมทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงนั้น ต้องมีอยู่ตลอดเวลา เพราะเราทุกคนมีหน้าที่ต้องดำเนินชีวิตให้ดีงามถูกต้อง

แม้แต่การนั่งฟังปาฐกถานี่ก็มีการปฏิบัติธรรม เมื่อตั้งใจฟัง ฟังเป็นใช้ความคิดพิจารณาไตร่ตรอง สิ่งที่รับฟังนั้นทำให้เกิดปัญญาขึ้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมทั้งนั้น เป็นอันว่า การปฏิบัติธรรมนี้ เป็นเรื่องที่กว้างมาก หมายถึงการนำเอาธรรมมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต หรือการทำกิจทำงานทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ทำทุกเรื่องทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้ดี ให้เกิดผลเป็นประโยชน์ เพราะจะได้เข้าถึงชีวิตที่ดีงามมีความสุขที่แท้จริงนั่นเองเป็นการปฏิบัติธรรม

a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

หลักการทั่วไปของการปฏิบัติธรรม : ชุดที่ ๑

เนื้อตัวของการปฏิบัติที่ท่านจัดวางไว้เป็นหลักธรรมหัวข้อต่างๆ นั้น ย่อให้สั้นก็คือสิกขาหรือการศึกษาซึ่งแยกออกไปเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา ถ้าแยกแบบง่ายๆ โดยเน้นด้านภายนอกสำหรับคฤหัสถ์ก็เป็นทาน ศีล ภาวนา ซึ่งเรียกว่า บุญสิกขา หลักการศึกษา ๓ อย่าง จะเป็นไตรสิกขาหรือ บุญสิกขาก็ตาม ควรจะทบทวนความหมายกันไว้เล็กน้อยพอได้สาระ ขอเริ่มด้วยไตรสิกขาก่อน

ไตรสิกขา แปลว่า สิกขา หรือการศึกษา ๓ อย่าง

๑. ศีล คือ ความมีระเบียบในการดำเนินชีวิต และในการอยู่ร่วมสังคม หรือพูดให้ง่ายอีกอย่างหนึ่งว่า ได้แก่ ความมีวินัยและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กติกาในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมชีวิตและสังคมจะได้เรียบร้อยราบรื่นไม่สับสนวุ่นวาย ไม่ระสำระส่าย เอื้อโอกาสต่อการที่จะทำอะไรๆ ให้สะดวกได้ผลดี และมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

ศีลมีหลายระดับ หรือจัดไว้หลายประเภท ให้เหมาะกับสภาพชีวิตและสังคมหรือชุมชนนั้นๆ ในการที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึงจุดหมายของตน ศีล ๕ เป็นกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์พื้นฐานในสังคมเพื่อให้คนอยู่ร่วมกันด้วยดี ไม่เบียดเบียนกัน สังคมจะได้ไม่เดือดร้อน ระส่ำระส่าย เป็นฐานรองรับความมีสันติสุขของสังคม

ดังนั้น ในหลักศีล ๕ จึงกำหนดให้มีการไม่เบียดเบียนทำร้าย ไม่ละเมิดต่อชีวิตและร่างกาย ไม่ละเมิดต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ไม่ละเมิดต่อคู่ครองของกันและกัน ไม่ใช้วาจาทำร้ายหลอกลวงกัน และไม่คุกคามต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของผู้อื่นด้วยความสูญเสีย สติสัมปชัญญะเนื่องจากยาเสพติดที่ทำให้เกิดความประมาท และไม่น่าไว้วางใจ จะเห็นว่าศีล ๕ เป็นมาตรฐานอย่างต่ำสำหรับจัดระเบียบชีวิตและสังคมของมนุษย์ ให้อยู่ในสภาพที่เอื้อโอกาสขั้นพื้นฐาน ในการที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามหรือทำการพัฒนาไม่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใด ทางจิตใจก็ตาม ทางวัตถุก็ตาม

ศีลเฉพาะกลุ่มเฉพาะหมู่ชน และศีลในระดับที่สูงขึ้นไป จะเป็นการทำตามข้อปฏิบัติต่างๆ ในการฝึกหัดขัดเกลาพฤติกรรมของบุคคล เพื่อสร้างเสริมสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และการอยู่ร่วมกันในสังคม ให้สอดคล้องและเอื้อโอกาสแก่การที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงภาวะสูงสุด ที่เป็นจุดหมายของบุคคลหรือสังคมนั้น เช่น ศีล ๘ มุ่งฝึกให้มีสภาพชีวิตที่เอื้อต่อการพัฒนาทางจิตใจ จึงเพิ่มการรับประทานอาหารจำกัดเวลา และการหัดลดละการหาความสุขจากสิ่งบันเทิง หรือเครื่องปรนเปรอความสุขทางประสาทสัมผัส ตลอดจนงดการให้เครื่องนั่งนอนฟูกฟูหรูหรา เป็นการฝึกฝนตนให้รู้จักที่จะมีชีวิตที่เป็นอิสระได้มากขึ้น สามารถอยู่ดีมีสุขได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือขึ้นต่อวัตถุภายนอกมากเกินไป

ศีล ๘ นั้น เป็นเครื่องเสริมและเอื้อโอกาสยิ่งขึ้นไป ทั้งด้านเวลาและงาน ในการที่จะพัฒนาชีวิตทางด้านจิตใจและปัญญา พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า เป็นเครื่องเสริมและเอื้อโอกาสในการบำเพ็ญจิตภาวนา และปัญญาภาวนา ศีลอย่างอื่นๆ ยังมีอีกมาก เช่น ศีลในการฝึกอินทรีย์ คือ ฝึกให้รู้จักใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ โดยเฉพาะ ๕ อย่างแรกให้ดูเป็น ฟังเป็น คือ ดู และฟัง ให้ได้ประโยชน์แก่ชีวิต ไม่ให้เกิดโทษก่อความเสียหาย ความเดือดร้อน หรือความลุ่มหลงมัวเมา และศีลในการเสพ หรือบริโภคสิ่งต่างๆ ให้ได้คุณค่าแท้ ไม่หลงไปในคุณค่าเทียม เป็นต้น

การมีสภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่จัดระเบียบไว้ด้วยดี เรียกว่า ศีล การจัดระเบียบชีวิตและการอยู่ร่วมกันให้เรียบร้อย รวมทั้งตัวระเบียบนั้นเอง เรียกว่าวินัย ข้อปฏิบัติต่างๆ ในการจัดสภาพชีวิตและการอยู่ร่วมในสังคมให้มีระเบียบ เรียกว่า สิกขาบท ข้อปฏิบัติต่างๆ ในการฝึกฝนขัดเกลา พฤติกรรมเพื่อสร้างเสริมสภาพชีวิต ให้สอดคล้องเกื้อกูลต่อการปฏิบัติในแนวทางที่จะเข้าถึงจุดหมายที่ต้องการยิ่งๆ ขึ้นไป เรียกว่า วัตร ทั้งหมดนี้เมื่อเรียกคลุมๆ รวมๆ ก็พูดว่า ศีล

๒. สมาธิ หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจให้สงบแน่วแน่มั่นคง เพื่อให้เป็นจิตใจที่สามารถทำงานหรือใช้การได้ดี โดยเฉพาะในการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญาหรือใช้ปัญญาอย่างได้ผล อนึ่ง จิตใจที่มีสมาธิ จะเป็นจิตใจที่เอื้อหรือเหมาะต่อการพัฒนาของคุณสมบัติต่างๆ เช่น คุณธรรมทั้งหลายที่จะเจริญเพิ่มพูนพ่วงมาด้วยในจิตนั้น

นอกจากนั้น เมื่อจิตใจสงบมั่นคงแน่วแน่มีสมาธิแล้ว ก็จะอยู่ในภาวะที่ปลอดพ้นจากการรบกวนของความเศร้าหมองขุ่นมัวความเร่าร้อนสับสนวุ่นวายต่างๆ จึงเป็นจิตที่ปลอดโปร่ง เบาสบาย เบิกบาน สดชื่น ผ่องใสเป็นสุข พูดสั้นๆ ว่า เป็นการฝึกฝนพัฒนาจิตใจ ทำให้บุคคลมีสมรรถภาพจิต คุณภาพจิต และสุขภาพจิต

๓. ปัญญา ได้แก่ การมีความรู้เข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง และการฝึกฝนอบรมหรือพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจเช่นนั้น ปัญญามีหลายขั้น หลายระดับ เช่น

ขั้นเริ่มต้น ก็คือ การรู้เข้าใจสิ่งที่เล่าเรียน สดับตรับฟังหรือข่าวสารข้อมูลต่างๆ และประสบการณ์ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดจนความจำหมาย และความรู้สึกนึกคิดที่ปรากฏหรือสั่งสมอยูในใจ ปัญญาทำให้รับรู้และมองดูประสบการณ์นั้นๆ อย่างถูกต้องตรงตามจริง และอย่างบริสุทธ์ ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยความชอบชังยินดียินร้าย ไม่เอนเอียงด้วยอคติต่างๆ

ขั้นต่อไป ได้แก่ การพิจารณาวินิจฉัยและคิดการต่างๆ ได้ถูกต้องชัดเจน โดยไม่ถูกกิเลส เช่นความเห็นแก่ได้ และความเกลียดโกรธเคียดแค้นชิงชังเป็นตัวครอบงำชักจูง

ปัญญาอีกด้านหนึ่ง หมายถึง การมองเห็นสิ่งทั้งหลาย ล่วงทะลุถึงเหตุปัจจัยต่างๆ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงความรู้ในสิ่งทั้งหลายมาใช้แก้ไขปัญหาและทำการสร้างสรรค์ จัดดำเนินการต่างๆ

ปัญญาในขั้นสูงสุด หมายถึง ความรู้เท่าทันความเป็นจริงของโลกและชีวิต ที่ทำให้หายติดข้องหมดความถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย ซึ่งส่งผลย้อนกลับไปยังจิตใจ ทำให้เกิดความเป็นอิสระหลุดพ้นเป็นอยู่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งเบา เบิกบานผ่องใสอย่างแท้จริง

สิกขา หรือ ศึกษา แปลว่า การฝึกฝนปฏิบัติหรือเรียนให้รู้และฝึกทำให้เป็น หลักไตรสิกขา หรือการศึกษา ๓ อย่างนี้ เป็นการฝึกพัฒนาชีวิต ๓ ด้าน คือ ด้านความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทั้งทางวัตถุ และทางสังคม ด้านจิตใจ และด้านปัญญา ในการกระทำทุกครั้งทุกอย่างไม่ว่าจะแสดงพฤติกรรมอะไรหรือมีกิจกรรมใดๆ ก็ตาม เราสามารถฝึกฝนพัฒนาตนและสำรวจตรวจสอบตนเอง ตามหลักไตรสิกขานี้ ให้มีการศึกษาครบทั้งสามอย่างทั้งศีล สมาธิ และปัญญา พร้อมกันไปทุกครั้งทุกคราว คือ เมื่อทำอะไรก็พิจารณาดูว่า

พฤติกรรมหรือการกระทำของเราครั้งนี้ มีการเบียดเบียนจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ใครหรือไม่หรือว่าเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสร้างสรรค์ (ศีล) ในการกระทำเดียวกันนี้ จิตใจของเราเป็นอย่างไร เราทำด้วยจิตใจที่เห็นแก่ตัว มุ่งร้ายต่อใครทำด้วยความโลภ โกรธ หลง หรือไม่ หรือทำด้วยความเมตตา มีความปรารถนาดี ทำด้วยศรัทธาทำด้วยสติ มีความเพียร มีความรับผิดชอบ เป็นต้น และในขณะที่ทำ เรามีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร เร่าร้อน กระวนกระวาย ขุ่นมัว เศร้าหมอง หรือว่ามีจิตใจที่สงบ ร่าเริง เบิกบาน เป็นสุข เอิบอิ่ม ผ่องใส (สมาธิ)

การกระทำครั้งนี้ เราทำด้วยความรู้ ความเข้าใจ มองเห็นเหตุผล รู้เข้าใจหลักเกณฑ์และความมุ่งหมายมองเห็นผลดีผลเสีย และหนทางแก้ไขปรับปรุงพร้อมดีแล้วหรือไม่ (ปัญญา) เพราะฉะนั้น คนที่ฉลาดจึงสามารถบำเพ็ญสิกขาคือฝึกฝนพัฒนาตน และสำรวจตรวจสอบวัดผลการพัฒนาตนได้เสมอ ตลอดทุกครั้งทุกเวลา เป็นการบำเพ็ญไตรสิกขาในระดับจุลภาคหรือรอบเล็ก คือ ครบทั้งสามอย่างในพฤติกรรมเดียว หรือในกิจกรรมเดียว พร้อมกันนั้นก็เจริญไตรสิกขาในระดับมหัพภาคหรือรอบใหญ่ คือ ค่อยๆ ทำทีละส่วนไปด้วย ชนิดที่ดูภายนอกก็เหมือนศึกษาไปตามลำดับทีละอย่าง โดยที่การบำเพ็ญไตรสิกขาในระดับจุลภาคนี้ ก็ช่วยให้การเจริญไตรสิกขาในระดับมหัพภาคก้าวหน้าไปด้วยดี แล้วในทางย้อนกลับการเจริญไตรสิกขาในระดับมหัพภาค ก็จะส่งผลให้การบำเพ็ญไตรสิกขาในระดับจุลภาคมีความมั่นคง และสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนเต็มเปี่ยมในที่สุด

a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

หลักการทั่วไปของการปฏิบัติธรรม : ชุดที่ ๒

ส่วนทาน ศีล ภาวนา ที่เรียกว่า บุญสิกขา ก็มีสาระสำคัญอย่างเดียวกับไตรสิกขานี้เอง

๑. ทาน คือ การให้ การเผื่อแผ่แบ่งปัน เพื่อช่วยเหลือกัน เพื่อยึดเหนี่ยวสังคม และเพื่อส่งเสริมความดีงามและการทำสิ่งที่ดี ทานเป็นเครื่องส่งเสริมการอยู่ร่วมในสังคมให้เป็นไปด้วยดีมีระเบียบมั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นก็เป็นเครื่องฝึกหัดขัดเกลาทั้งพฤติกรรมภายนอกทางกาย วาจา และฝึกฝนอบรมจิตใจให้เจริญยิ่งขึ้นไปในคุณธรรม และความเอิบอิ่มเบิกบานผ่องใส

๒. ศีล ก็มีสาระอย่างศีลในไตรสิกขาข้างต้น

๓. ภาวนา แยกเป็นภาวนาในด้านสมาธิ และภาวนาในด้านปัญญา ตรงกับที่ได้บรรยายมาแล้ว

การปฏิบัติธรรมในความหมายที่เราพูดกันมาก ตามที่นิยมกันในปัจจุบันนี้ เป็นการจำกัดแคบในระดับภาวนา คือ เป็นการปฏิบัติในระดับภาวนาและเน้นที่รูปแบบ เช่น ไปนั่งสมาธิเข้าไปในวัดวิเวก เข้าไปในป่า ก็เลยจะขอพูดเจาะจงเฉพาะระดับนี้เสียทีหนึ่งก่อนว่า ในแง่ที่เรานิยมปฏิบัติธรรม คือ ไปบำเพ็ญสมาธิเป็นต้นนี้ เราจะต้องรู้จักภาวนาเสียก่อนว่ามันเป็นอย่างไร

ภาวนา นั้น จะต้องแยกจากภาวนาในภาษาไทยก่อน คือ ไม่ใช่เป็นเพียงมามุบๆ มิบๆ แต่ปาก แล้วบอกว่าเป็นภาวนา หรือเอาถ้อยคำในภาษาพระ เอามนต์เอาคาถามาท่องมาบ่นแล้วว่าเป็นภาวนา ไม่ใช่อย่างนั้น ภาวนา แปลว่า ทำให้เกิดมีขึ้น ทำให้เป็นขึ้น สิ่งที่ยังไม่เป็น ก็ทำให้มันเป็น สิ่งที่ยังไม่มี ก็ทำให้มันมีขึ้น เรียกว่า ภาวนา เพราะฉะนั้น จึงเป็นการปฏิบัติ ฝึกหัด หรือลงมือทำ ภาวนาจึงแปลอีกความหมายหนึ่งว่า การฝึกอบรม ฝึกนั้น เมื่อยังไม่เป็นก็ทำให้มันเป็น อบรมนั้น เมื่อยังไม่มีก็ทำให้มีขึ้น ยิ่งกว่านั้น เมื่อทำให้เกิด ให้มีให้เป็นขึ้นมาแล้ว ก็ต้องทำให้เจริญงอกงามเพิ่มพูนพรั่งพร้อมขึ้นไปด้วยจนเต็มที่

ภาวนาจึงมีความหมายตรงกับคำว่า พัฒนา ด้วยและจึงแปลง่ายๆ ว่า เจริญ ในภาษาไทยแต่โบราณมาก็นิยมแปลภาวนา ว่า เจริญ เช่น เจริญสมาธิ เรียกว่า สมาธิภาวนา เจริญเมตตา เรียกว่า เมตตาภาวนา เจริญวิปัสสนา เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา

ตกลงว่า ภาวนา แปลว่า การฝึกอบรมหรือการเจริญหรือการทำให้เป็นให้มีขึ้นมา และพัฒนาให้งอกงามบริบูรณ์ การภาวนาในระดับที่เราต้องการในที่นี้แยกเป็น ๒ อย่าง คือ จิตตภาวนา การฝึกอบรมจิตใจอย่างหนึ่ง และปัญญาภาวนา การฝึกอบรมปัญญาอีกอย่างหนึ่ง

ถ้าใช้ตามนิยมของภาษาสมัยใหม่ เจริญ แปลว่า พัฒนา เพราะฉะนั้น จิตตภาวนา ก็แปลว่า การพัฒนาจิต หรือพัฒนาจิตใจ ส่วนปัญญาภาวนา ก็แปลว่า การพัฒนาปัญญา จิตตภาวนานั้น เรียกง่ายๆ ว่า สมถะ บางทีก็เรียกว่า สมถภาวนา สมถะนี้ตัวแก่นของมันแท้ๆ คือ สมาธิ เพราะสมถะนั้นแปลว่า ความสงบ ตัวแก่นของความสงบก็คือสมาธิ ความมีในแน่วแน่ สมถะนั้นมุ่งที่ตัวสมาธิ จะว่าสมาธิเป็นสาระของสมถะก็ได้ ฉะนั้นก็เลยเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สมาธิภาวนา คำว่าจิตตภาวนาก็ดี สมถภาวนาก็ดี สมาธิภาวนาก็ดี จึงใช้แทนกันได้หมด

ต่อไปอย่างที่สอง ปัญญาภาวนา นั้นเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วิปัสสนาภาวนา การเจริญวิปัสสนา มุ่งให้เกิดปัญญา คือ ปัญญาที่เข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย ปัญญาในขั้นที่รู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เรียกว่า วิปัสสนา แปลว่า รู้แจ้ง ไม่ใช้รู้แค่ทำมาหาเลี้ยงชีพได้เท่านั้น แต่รู้สภาวะ รู้สภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย จึงเรียกว่า วิปัสสนา ซึ่งก็เป็นปัญญาระดับหนึ่งนั่นแหละ เพราะฉะนั้น วิปัสสนาภาวนา ถ้าจะเรียกให้กว้างก็เป็นปัญญาภาวนา

ตกลงก็แยกภาวนาเป็น ๒ อย่าง

อย่างที่หนึ่ง เรียกว่า จิตตภาวนา สมถภาวนาบ้าง สมาธิภาวนาบ้าง

อย่างที่สอง เรียกว่า ปัญญาภาวนา หรือเรียกให้แคบจำกัดลงไปว่า วิปัสสนภาวนา เอาละเรื่องภาวนาก็ทำความเข้าใจกันง่ายๆ อย่างนี้

อย่างไรก็ตาม ได้บอกข้างต้นแล้วว่า ทาน ศีล ภาวนานี้ ท่านมุ่งสำหรับคฤหัสถ์ ดังนั้น บุญสิกขาจึงเน้นข้อปฏิบัติขั้นต้นๆ หรือขั้นพื้นฐาน คือ ทานเน้นที่อามิสทาน ได้แก่ การให้วัตถุ ศีล เน้นที่ศีล ๕ หรือขยับขึ้นไปอีกก็เป็นศีล ๘ ส่วนภาวนาในที่นี้ก็เน้นแค่ เมตตาภาวนา คือ การเจริญเมตตาหรือไมตรี ที่จะเป็นพื้นฐานแห่งสันติสุขของสังคม ถ้าสามารถทำให้มากกว่านั้นก็ขยายออกไปสู่จิตตภาวนา และปัญญาภาวนาเต็มรูปอย่างที่ว่าข้างต้น

ทั้ง ๒ ชุด คือ ทาน ศีล ภาวนา กับ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ว่าที่จริงก็เรื่องเดียวกัน แต่ชุดหนึ่งเน้นด้านภายนอก เน้นด้านหยาบ จัดเป็นทาน ศีล และภาวนาโดยขยายด้านนอกเป็น ๒ อย่าง คือ ทาน กับ ศีล เอา ข้างใน ๒ อย่าง คือ สมาธิ และปัญญาไปยุบเป็นภาวนาอย่างเดียว ส่วนชุดศีล สมาธิ ปัญญา นั้น เอาด้านในคือ ภาวนาไปแยกละเอียดเป็นจิตใจ (สมาธิ) กับปัญญา แต่ด้านนอกคือ ทานกับศีลนั้นรวมเป็นอันเดียว เพราะว่าศีลนั้นหลักการก็คืออยู่ร่วมกันด้วยดีกับผู้อื่นในสังคม ส่วนทานก็เป็นองค์ประกอบในการที่จะอยู่ร่วมกันด้วยดีกับผู้อื่นในสังคม ก็เลยมารวมอยู่ในคำว่า ศีล

เพราะฉะนั้น เมื่อท่านได้ฟังคำว่า ทาน ศีล ภาวนา กับ ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ ก็ให้ทราบว่าที่แท้จริงเป็นระบบอันเดียวกัน แต่เราแยกเพื่อให้เห็นจุดเน้นที่ต่างกัน สำหรับคฤหัสถ์จะเน้นด้านนอกจัดเป็นทาน ศีล ภาวนา แต่สำหรับพระสงฆ์จะเน้นด้านในวางหลักเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา

อนึ่ง ชื่อเรียกก็คล้ายๆ กัน ชุดศีล สมาธิ ปัญญา ทุกท่านรู้จักกันดีแล้วว่าไตรสิกขา ไตร แปลว่า ๓ สิกขา คือ การศึกษา รวมเป็นไตรสิกขา แปลว่า การศึกษา ๓ อย่าง ส่วนชุดทาน ศีล ภาวนา เรียกชื่อต่างไปนิดหนึ่งว่า ปุญญสิกขา หรือ บุญสิกขา ก็คือ การฝึกฝนในเรื่องความดี หรือการฝึกหัดทำความดีนั่นเอง ปุญญ = ความดี สิกขา = การฝึกอบรม คือ การฝึกฝนปฏิบัติอบรมในเรื่องความดี การทำให้คนเจริญงอกงามขึ้นในความดีต่างๆ ด้วยทาน ศีล ภาวนา รวมแล้วทั้ง ๒ ชุดก็เป็นอันเดียวกัน ต่างกันที่จุดเน้นดังกล่าว

เมื่อปฏิบัติธรรมตามหลักไตรสิกขา หรือบุญสิกขา ๓ ประการอย่างถูกต้องดีแล้ว ก็จะเข้าถึงชีวิตที่ดีงามมีความสุขที่แท้จริง โดยเข้าถึงธรรมและความสุขทั้ง ๓ ระดับได้จนถึงที่สุดดังได้กล่าวแล้วแต่เบื้องต้น

a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

หลักพุทธธรรมเพื่อการปฏิบัติธรรม

เท่านี้ก็เป็นอันได้หลักการแล้ว อาตมาพูดวันนี้ เป็นการรวมหลักการคร่าวๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้เข้าเนื้อในลึกซึ้ง ต่อไปนี้ก็จะพูดถึงตัวข้อธรรมในการปฏิบัติไว้บ้าง ข้อธรรมในการปฏิบัตินี้จะเสนอไว้อย่างกว้างๆ ให้เห็นหลักการปฏิบัติธรรมแบบคลุมทุกระดับ

หนึ่ง หลักการปฏิบัติทั่วไปตลอดสายแบบคร่าวๆ ชุดหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้แนะนำทำกันให้มาก ก็คือ หลักมงคล ๓๘ ประการ หลักนี้มีข้อปฏิบัติตั้งแต่ต้นไปตลอด บอกวิธีดำเนินชีวิตตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นสูงสุด เริ่มตั้งแต่ อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจะ เสวนา ไม่คบพาล คบบัณฑิต ก็คือเริ่มด้วยการมีกัลยาณมิตร เข้าหลักเมื่อกี้นี้ทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงเอามาประยุกต์แล้ว เริ่มด้วยกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นบุพนิมิตของการศึกษาข้อต้น ปูชา จ ปูชนียานํ บูชาคนที่ควรบูชา นี้คือมีทัศนคติและค่านิยมถูกต้องเกี่ยวกับบุคคล ให้ยกย่องบุคคล ด้วยความดีความงาม ไม่ใช่ยกย่องในทางผิด เป็นการส่งเสริมค่านิยมที่ถูกต้อง ทำให้มีทิฏฐิที่ถูกต้อง

ข้อปฏิบัติอื่น ๆ ก็จะมีไปตามลำดับจนถึง ๓๘ ประการตอนท้ายๆ ก็จะมี อริยสจฺจานทสฺสนํ การเห็นอริยสัจ นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ การทำนิพพานให้แจ้ง จนกระทั่งท้ายสุดจิตของผู้ใดถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหว เป็นจิตไร้ความโศก ไม่มีธุลี ไม่ขุ่นมัว ไม่ เศร้าหมอง เป็นจิตเกษม ก็จบลงที่จิตปลอดโปร่งผ่องใส ไม่มีความทุกข์ ด้วยประการใดๆ ทั้งสิ้น มงคล ๓๘ ประการนี้มีตั้งแต่ต้นจนสูงสุด จึงว่าเป็นหลักปฏิบัติธรรมหมวดหนึ่งที่มีข้อปฏิบัติตลอดสายแบบคร่าวๆ

ต่อไป สอง หลักปฏิบัติในระดับสมถะ คราวนี้ต้องการเน้นเฉพาะจุด เมื่อกี้นี้มงคล ๓๘ ประการ เป็นหลักที่ขยายส่วนล่าง คือ ธรรมในส่วนต้นๆ มีการขยายพิสดารหน่อย แต่พอขึ้นมาถึงระดับสูงๆ แล้ว พูดแต่หัวข้อนิดๆ ทีนี้พอเราต้องการเจาะในการปฏิบัติธรรมขั้นจิตตภาวนาหรือสมถะ ท่านก็ให้หลักไว้มากมาย เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐ ประการ คือ เทคนิค ๔๐ อย่าง เช่น อนุสสติ ๑๐ มีการระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า ระลึกถึงคุณพระธรรม ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ ระลึกถึงจาคะ จนกระทั่งถึงกำหนดลมหายใจ แล้วยังมีการเพ่งกสิณ การบำเพ็ญอัปปมัญญาพรหมวิหาร การเจริญอสุภะ อะไรต่างๆ เหล่านี้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของระดับสมถะมีกรรมฐาน ๔๐ ประการ เป็นการลงลึกไปในระดับจิตตภาวนา

สาม หลักปฏิบัติระดับวิปัสสนา เนื้อหาสาระที่สำคัญท่านเรียกว่า ธรรมที่เป็นภูมิของวิปัสสนา คือ วิปัสสนาภูมิ ตอนนี้ยากหน่อยแล้ว ฟังหัวข้อไว้เฉยๆ อาตมายกเอามาพูดให้ครบไว้เท่านั้นเอง ไม่ต้องถือเป็นสำคัญ วิปัสสนาภูมินั้นก็มีเรื่องขันธ์ห้า เรื่องอายตนะ ๑๒ ซึ่งสอนเรื่องนี้ทราบกันดีอยู่บ้าง ต่อไปเรื่องธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ สองเรื่องนี้ไม่คุ้นหู ต่อไปเรื่องอริยสัจจ ๔ ก็คุ้นหน่อย แล้วก็เรื่องปฏิจจสมุปบาท

ทั้งหมดนี้เป็นภูมิของวิปัสสนา เมื่อเราเรียนธรรมในพวกนี้ ก็เป็นการเรียนเกี่ยวกับวิปัสสนา

หลักธรรมสำคัญมาก ที่จะเข้ามาสู่การพิจารณาศึกษาในขั้นนี้ก็คือเรื่องไตรลักษณ์ เมื่อปฏิบัติธรรมตามแนววิปัสสนา ปัญญาเกิดขึ้น ก็จะเห็นไตรลักษณ์ เช่น พิจารณาขันธ์ห้าไป ก็จะเห็นไตรลักษณ์ ตลอดจนถึงข้อสุดท้ายพิจารณาในหลักปฏิจจสมุปบาท ก็จะเห็นไตรลักษณ์เช่นเดียวกัน เพราะปฏิจจสมุปบาทนั้นก็คือหลักแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย และสิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็คือ ขันธ์ ๕ นั่นเอง แม้แต่หลักธรรมอื่นๆ ที่กล่าวถึงมาแล้ว เช่น อายตนะ ๑๒ ก็เป็นแง่ด้านต่างๆ ของเรื่องเดียวกันนี้เอง อยู่ในกระบวนการของความเป็นเหตุปัจจัยนี้ หรือไม่บางอย่างก็เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาในกระบวนการ

ความเป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้น ก็ปรากฏเป็นการเปลี่ยนแปลง ทำให้มองเห็นการที่องค์ประกอบทั้งหลายมารวมกันเข้าประชุมกันเข้าเป็นองค์รวม อย่างใดอย่างหนึ่งที่สมมติเรียกว่า เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ละส่วนนั้นไม่เที่ยง คงที่ เกิดดับอยู่ตลอดเวลา คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน เรียกว่า เป็นไตรลักษณ์

ถ้าเข้าใจชัดเจน เห็นแจ้งในไตรลักษณ์ ก็จะรู้เท่าทันโลกและชีวิตตามความเป็นจริง เกิดความสว่างไสว สงบ ปลอดโปร่ง ผ่องใส เบาสบาย หายยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย มีจิตใจที่หลุดพ้นเป็นอิสระ เป็นสุขอย่างแท้จริง การเป็นอยู่ ท่าทีต่อโลกและชีวิต และการปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลาย จะเป็นไปด้วยปัญญา ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำและแรงผลักดันของอวิชชาและตัณหาอุปาทานอีกต่อไป เรียกว่า บรรลุผลที่หมายของวิปัสสนา ซึ่งก็คือ จุดหมายของการศึกษา หรือการปฏิบัติธรรมขั้นสุดท้ายนั่นเอง

ในการปฏิบัติธรรมทั้งหมดนี้ มีตัวธรรมที่เป็นผู้ทำงานซึ่งอาจจะใช้ศัพท์เรียกว่าเป็น คณะทำงานในการปฏิบัติธรรม ก็ได้ เรียกว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ชุดนี้เป็นตัวทำงาน เรื่องต่างๆ ที่พูดมาก่อนนี้ เป็นตัวถูกกระทำ เช่น กรรมฐาน ๔๐ นั้น จะเป็นลมหายใจ หรืออสุภะ หรือกสิณ หรืออะไรก็ตามเป็นตัวถูกกระทำเป็นสิ่งที่เราเอามาใช้กำหนดพิจารณา หรือวิปัสสนาภูมิ เช่น ขันธ์ห้าก็เป็นตัวถูกกระทำ ถูกนำมาพิจารณาเช่นเดียวกัน

เป็นอันว่า ตัวการปฏิบัติเอง ก็คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งถ้าพูดขึ้นมาแล้วหลายอย่างก็อาจจะคุ้นหูกันพอสมควร ในที่นี้จะไม่พูดรายละเอียด เพราะจะยืดยาวไปกันใหญ่ แต่จะแนะนำให้รู้จักไว้เท่านั้น ท่านที่ต้องการทราบรายละเอียด ก็ขอให้ไปค้นคว้าต่อ

โพธิปักขิยธรรม แปลว่า ธรรมที่อยู่ในฝ่ายของโพธิ พูดง่ายๆ ว่า ธรรมที่เป็นพวกของโพธิ คือเกื้อหนุนการตรัสรู้ หรือช่วยสนับสนุนอริยมรรค มี ๓๗ อย่าง จัดเป็น ๗ หมวด คือ

๑. “สติปัฏฐาน ๔” แปลว่า การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งทั้งหลายมันเป็นของมันไม่ใช่ตามความคิดปรุงแต่งของเรา ที่คิดให้มันเป็นหรืออยากให้มันเป็น

หลักสติปัฏฐานนี้ ก็คือ การเอาสติ มาเป็นตัวนำ เป็นตัวเด่น เป็นตัวทำงาน โดยกำกับจิตตั้งต้นแต่การรับรู้ให้อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไปอยู่จริง ในขณะนั้น ๆ ที่เรียกว่า อยู่กับขณะปัจจุบัน ไม่เลื่อนไหลล่องลอยไปในอดีต และอนาคต ที่เป็นเรื่องของการคิดปรุงแต่ง และให้สตินั้นเป็นตัวสร้างโอกาสแก่ปัญญาโดยจับสิ่งที่ได้เห็นได้ยินในขณะนั้น ๆ ให้ปัญญารู้เข้าใจตรงไปตรงมา

สติปัฏฐานทำงานกับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตของเราตลอดเวลานี้เอง ท่านจึงจัดแยกสติปัฏฐานออกตามประเภทของสิ่งที่ชีวิตของเราเกี่ยวข้องโดยแบ่งเป็น ๔ ข้อ คือ

๑) กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันสภาพทางร่างกาย

๒) เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์ที่เกิดขึ้น

๓) จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันสภาพจิตใจ

๔) ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน ใช้สติตามดูโดยมีปัญญารู้เท่าทันเรื่องราวทั้งหลาย ที่รู้ที่คิดที่เกิดขึ้นในใจ

๒. “ปธาน ๔” ปธาน แปลว่า ความเพียร การตั้งใจ ความเพียร หรือการประกอบความเพียร หลักนี้ไม่ค่อยคุ้น ท่านที่ต้องการจะเรียนและปฏิบัติให้ลึกซึ้ง สามารถเริ่มต้นจากหลักการที่กล่าวในที่นี้แล้วไปค้นคว้ารายละเอียดต่อไป หมวดที่ ๒ คือ ปธาน ๔ หมายถึง ความเพียร ๔ ประการ ได้แก่

๑) สังวรปธาน ความเพียรที่จะระวัง หรือปิดกั้นอกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิดก็ไม่ให้เกิดขึ้น

๒) ปหานปธาน ความเพียรในการละเลิกกำจัด อกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นหายไป

๓) ภาวนาปธาน ความเพียรในการฝึกอบรมทำกุศลธรรม หรือธรรมที่ดี ที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น

๔) อนุรักขนาปธาน ความเพียรในการรักษาส่งเสริมกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์

๓. “อิทธบาท ๔” คือ ธรรมให้ถึงความสำเร็จ หรือทางแห่งความสำเร็จ หลักนี้รู้จักกันหมดแล้ว ต้องเอามาใช้ในการปฏิบัติด้วย อย่าลืม อิทธิบาท ๔ เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้เกิดสมาธิ กล่าวคือ

ฉันทะ (ความพอใจ ; มีใจรัก) = ถ้าเราชอบหรือพอใจในสิ่งใดแล้ว เมื่อทำสิ่งนั้นก็จะเกิดสมาธิได้ง่าย

วิริยะ (ความพากเพียร ; พากเพียรทำ) = ถ้าเราเห็นสิ่งใดเป็นสิ่งที่ท้าทายมีใจสู้ เมื่อทำสิ่งนั้นก็จะเกิดสมาธิได้ง่าย

จิตตะ (ความใฝ่ใจ ; เอาจิตฝักใฝ่) = ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งใดสำคัญเราจะต้องรับผิดชอบเอาใจจดจ่ออยู่ เมื่อทำสิ่งนั้นก็จะเกิดสมาธิได้ง่าย

วิมังสา (ความใคร่ครวญ ; ใช้ปัญญาสอบสวน) = ถ้าเราต้องการทดลองอะไร ใจชอบตรวจสอบมันอยู่ เมื่อทำสิ่งนั้นก็เกิดสมาธิได้ง่าย

๔. “อินทรีย์ ๕” แปลว่า ธรรมที่เป็นใหญ่ในการทำหน้าที่เฉพาะแต่ละอย่าง หรือธรรมที่เป็นเจ้าการในการข่มกำราบอกุศลธรรมที่ตรงข้ามกับตน หลักนี้หลายท่านเคยได้ยิน แต่หลายท่านก็ยังไม่เคยได้ยิน เช่น ในคำพูดที่ว่าต้องมีอินทรีย์สม่ำเสมอกัน ต้องปรับอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ คนนี้มีอินทรีย์อ่อน คนนี้มีอินทรีย์แก่กล้า ดังนี้เป็นต้น อินทรีย์ ๕ นั้น ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติธรรมเหมือนกัน

ข้อ ๑. ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความที่จิตใจพุ่งแล่นไปหาและคล้อยไปตาม เข้าคู่กับข้อ ๕ ปัญญา ความพิจารณาไตร่ตรองมองหาความจริงให้รู้เท่าเข้าใจถึงสภาวะ ถ้าศรัทธาแรงไป ก็น้อมไปในทางที่จะเชื่อง่าย ยอมรับง่าย เชื่อดิ่งไป ตลอดจนงมงาย ถ้าเอาแต่ปัญญา ก็โน้มไปทางที่จะคิดมาก สงสัยเกินเหตุหรือด่วนปฏิเสธ ฟุ้งไปเรื่อย ไม่จับอะไรลงลึก ท่านจึงให้ปรับศรัทธากับปัญญา ให้สม่ำเสมอสมดุลกัน

ข้อ ๒. วิริยะ คือ ความเพียร มีใจสู้ มุ่งหน้าจะทำให้ก้าวหน้าเรื่อยไป เข้าคู่กับข้อ ๔ สมาธิ คือ ความสงบของจิตใจที่แน่วแน่อยู่ที่ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถูกอารมณ์ต่างๆ รบกวน ถ้าวิริยะแรงไปก็จะเครียดและฟุ้งซ่าน โน้มไปทางล้ำเลยเขต ถ้าเอาแต่สมาธิก็จะสงบสบาย ชวนให้ติดในความสุขจากความสงบนั้น ตลอดจนกลายเป็นเกียจคร้านเฉื่อยชาปลีกตัวออกหาความสบาย ปล่อยปละละเลยหรือไม่เผชิญภาระ ท่านจึงให้เสริมสร้างวิริยะ และสมาธิอย่างสม่ำเสมอสมดุลกัน เพื่อจะได้ประคับประคองกันไปและเป็นเครื่องอุดหนุนกันให้ก้าวหน้าไปในการปฏิบัติ

ส่วนข้อ ๓. สติ นั้น เป็นตัวคุมตัวเตือน ต้องใช้ในทุกกรณี เช่น เป็นเหมือนยามที่คอยบอกว่า เวลานี้ศรัทธาจะแรงไปแล้ว ปัญญาจะหย่อนไปแล้ว เวลานี้ควรเร่งวิริยะขึ้นมา เพราะทำท่าจะติดในสุขจากสมาธิเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น

๕. “พละ ๕” ธรรมที่เป็นกำลังในการต้านทานไม่ให้อกุศลธรรมเข้าครอบงำ ก็ได้แก่ อินทรีย์ ๕ นั่นแหละ แต่มาทำหน้าที่เป็นฝ่ายรับ เรียกว่า พละ ๕ หมายความว่า ธรรม ๕ อย่างนี้เมื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายรุก ไปแก้ไขกำจัดอกุศลธรรมเรียกว่าอินทรีย์ ๕ แต่ถ้าทำหน้าที่ฝ่ายรับต้านทานอกุศลธรรมไม่ให้บุกเข้ามาทำลายได้ ก็เรียกว่า เป็นพละ ๕

๖. “โพชฌงค์ ๗” แปลว่า องค์ของผู้ตรัสรู้ หรือองค์ประกอบของการตรัสรู้ เป็นกลุ่มธรรมสำคัญในการทำงานให้เกิดโพธิ คือ ปัญญาตรัสรู้ ซึ่งทำให้ทั้งรู้ ทั้งตื่นและทั้งเบิกบาน ได้แก่

๑) สติ ความระลึกได้ เป็นตัวที่จับไว้หรือรวบรวมเอามา ซึ่งสิ่งที่ควรรู้เข้าใจ มานำเสนอให้ปัญญาตรวจตรองพิจารณาอย่างถนัดชัดเจน

๒) ธรรมวิจัย ความเฟ้นธรรม หมายถึง การใช้ปัญญาสอบสวนพิจารณาสิ่งที่สติกำหนดไว้ หรือนำเสนอนั้น ให้รู้เข้าใจเห็นสาระเห็นความจริง

๓) วิริยะ ความเพียร คือ ความแกล้วกล้า กระตือรือร้น รุดหน้าต่อไปในการทำงาน ให้จิตใจไม่หดหู่ ถดถอย หรือท้อแท้

๔) ปีติ ความอิ่มใจ คือ ปลาบปลื้ม ดื่มด่ำ ซาบซึ้ง ฟูใจ ที่เป็นไปพร้อมกับการทำงานก้าวรุดหน้าต่อไป

๕) ปัสสัทธิ ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ เป็นความเรียบเย็น ไม่เครียด ไม่กระสับกระส่าย เบาสบายซึ่งสืบเนื่องจากปีติ และเป็นองค์ธรรมสำคัญในการรักษาสุขภาพจิต ความเพียรพยายามทำงานการที่พ่วงมาด้วยปัสสัทธิ จะไม่ทำให้คนเป็นโรคจิตอย่างที่เป็นกันมากในหมู่คนทำงานในยุคปัจจุบัน

๖) สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น คือ จิตใจแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กำหนดเป็นหนึ่งเดียว อยู่กับกิจ อยู่กับเรื่องที่พิจารณา ไม่วอกแวก ฟุ้งซ่าน

๗) อุเบกขา ความวางทีเฉยดู หมายถึง ความมีใจเป็นกลาง จิตใจเรียบสม่ำเสมอ นิ่งดูไปอย่างพร้อมสบาย ในขณะที่จิตปัญญาทำงานก้าวหน้าไปเรียบรื่นตามกระบวนการของมัน

๗. สุดท้ายก็คือ ตัว “มรรคมีองค์ ๘” อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ (ทำการชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (จิตมั่นชอบ)

ว่าที่จริง โพธิปักขิยธรรมก็ขยายจากมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ หลักสุดท้ายนี้จึงเป็นตัวรวม แต่ขยายออกไปเพื่อให้เห็นประชาชนซึ่งทำหน้าที่ต่างๆ กัน เป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นแพทย์ เป็นครู อาจารย์ เป็นพระ ฯลฯ มากมาย เมื่อพูดมาถึงโพธิปักขิยธรรมแล้ว ก็เรียกว่าจบเพราะโพธิปักขิยธรรมเป็นตัวการปฏิบัติ หรือเป็นคณะทำงาน เมื่อคณะทำงานในการปฏิบัติธรรมมาถึงแล้ว ก็ยกให้เป็นหน้าที่ของคณะทำงานนั้น ทำหน้าที่ของเขาต่อไป

อาตมาทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำตัว เมื่อได้แนะนำตัวจนกระทั่งท่านทั้งหลายได้รู้จักคณะทำงานแล้วว่า มีใครบ้าง ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ตัว เมื่อพูดถึงตอนนี้แล้ว ก็จึงเป็นอันว่าจบ ต่อจากนี้ก็ขอให้ท่านไปทำความรู้จักกับคณะทำงาน เมื่อรู้จักกับคณะทำงานแล้ว ก็ขอให้ไปร่วมมือกับคณะทำงานนั้น หรือใช้คณะทำงานนั้นทำงานคือการปฏิบัติธรรมต่อไป หน้าที่ของอาตมาภาพก็จบลงเพียงเท่านี้ ขออนุโมทนาทุกท่านและเจริญพร



























































วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

การโจมตีเงินบาททำอย่างไร ทำไมค่าเงินขึ้นลง

     รศ. ดร. ถวิล นิลใบ คณะเศรษฐศาสตร์ รามคำแหง เขียนเมื่อปลายปี 2546 ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา(กันยายน 2546)

     ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จน เป็นที่วิตก ว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกและต่อภาวการณ์ เติบโตทางเศรษฐกิจ รัฐบาลให้คำ อธิบายว่า เป็นภาวะปกติที่เป็นผลเนื่องมาจากดุลการค้าเกินดุล และภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับ สูง จึงเป็นสิ่งจูงใจให้มีเงินทุนไหลเข้ามา ค่าเงินบาทจึงแข็ง แต่ ธนาคารแห่งประเทศไทยผู้ซึ่งดูแล เงินทุนไหลเข้าออกอย่างใกล้ชิดเห็นว่ามีเงินทุนระยะสั้นไหลเข้ามาสู่ประเทศสูงผิดปกติ และได้ เปิดเผยว่า มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทเกิดขึ้น จึงได้ มี มาตรการตอบโต้บรรดานักเก็ง กำไร ดัง กล่าว

     ทำ ให้นึกถึงเรื่องการโจมตีค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2539 และต้นปี 2540 ซึ่งนำ ไปสู่ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติไทย การโจมตีค่าเงินบาทในครั้งนั้นทำ ให้ ประเทศไทยต้องเสียทุนสำ รองระหว่างประเทศเกือบหมด ประเทศต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF พร้อมทั้งต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากคงที่เป็นลอยตัว สถาบันการเงินและภาคธุรกิจต้อง ประสบกับปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ต้องล้มละลายและฉุดให้เศรษฐกิจตกตํ่าอย่างรุนแรง การโจมตีค่าเงินถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยและสังคมไทย ใน อดีตประเทศไทยเป็นประเทศเล็กและอยู่นอกสายตาของนักเก็งกำไรค่าเงิน เราจึงไม่คิดว่าคนกลุ่มนี้ จะมาสนใจโจมตีค่าเงินเรา แต่ในช่วง 2530 –2539 ประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันดีในสายตาของชาว โลก ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงในลำ ดับต้น ๆ ของโลก รวมทั้งได้รับคำ ชมเชยจากองค์ กรระหว่างประเทศ เช่น IMF และ World Bank ในการบริหารจัดการประเทศจนเติบโตในระดับที่ สูงและต่อเนื่อง ความโดดเด่นของประเทศไทยจึงเป็นที่จับตามองของนักลงทุนต่างประเทศและนัก เก็งกำ ไร เมื่อโอกาสและเงื่อนไขต่างๆ เอื้ออำนวย กลุ่มนักเก็งกำ ไรจึงทำ การโจมตีค่าเงินบาท โดย ที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

     บทความนี้จะย้อนกลับไปในอดีต นำ เสนอวิธีการที่นักเก็งกำ ไรใช้โจมตีค่า เงินบาทที่เกิดขึ้นในปลายปี 2539 และในช่วงต้นปี 2540 ทั้งนี้เพื่อเป็นบทเรียนและข้อคิดให้กับเรา ก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีการโจมตีค่าเงินบาท เรามาทำ ความเข้าใจเบื้องต้นถึงความหมายของ “การโจมตีค่าเงิน” (currency attack) ซึ่งหมายถึงการที่นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาแสวงหากำ ไร จากการซื้อขายเงินตราของสกุลหนึ่งเพื่อทำ กำ ไรจากผลต่างระหว่างอัตราที่ซื้อและอัตราที่ขาย เป็น วิธีการหารายได้รูปแบบหนึ่งของนักลงทุนระหว่างประเทศ ถ้าจะเปรียบเทียบกับ “การเก็งกำ ไรค่า เงิน” (currency speculation) จะมีนิยามเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่ การโจมตีนั้นมุ่งหวังให้เกิด ผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้น ขนาดของการเก็งกำ ไรจึงมีจำ นวนมากและกระทำ อย่างต่อเนื่องและ 2 พร้อมที่จะต่อสู้กับมาตรการที่ธนาคารชาติออกมาตอบโต้ โดยปกติการโจมตีค่าเงินมักจะกระทำ กับประเทศที่ใชระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (fixed exchange rate system) ที่ทางการกำ หนดค่าเงิน ไว้สูงเกินไป (over value) และมีสภาพแวดล้อมอื่นเอื้ออำ นวย เช่น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเรื้อรัง หนี้ระยะสั้นสูงเมื่อเทียบกับทุนสำ รอง เป็นต้น ส่วนการเก็งกำ ไรค่าเงินมักจะกระทำ สำ หรับ ประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว นักลงทุนที่โจมตีค่าเงินมักเป็นนักลงทุนขนาด ใหญ่และเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันที่ระดมทุนมาเก็งกำ ไรค่าเงินหรือโจมตีค่าเงินโดยตั้งเป็น กองทุน มีชื่อเรียกว่า Hedge Funds ตัวอย่างของกองทุนประเภทนี้คือ Quantum Fund ซึ่งดูแลโดย นาย George Soros ที่พวกเราคุ้นเคยชื่อนี้ดี และเข้ามาร่วมโจมตีค่าเงินบาทด้วย นอกจากนี้ธนาคาร พาณิชย์ทั้งไทยและเทศก็เป็นอีกกลุ่มที่แสวงหากำ ไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนมากมักจะเป็นรูป แบบของการเก็งกำ ไร เช่น ล่าสุดที่ทำ กับประเทศไทยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

     ช่องทางการโจมตี ค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นในปลายปี 2539 และต้นปี 2540 มี เป็นดังนี้

    ช่องทางแรก เป็นการโจมตีผ่านช่องทางตลาดเงิน คือผ่านธนาคารพาณิชย์ในประเทศ เริ่มจากนักเก็งกำ ไรกู้เงินบาทจากธนาคารพาณิชย์แล้วนำ ไปซื้อดอลลาร์ทันที ธนาคารพาณิชย์จะ นำ เงินบาทที่นักเก็งกำ ไรขอกู้ไปซื้อดอลลาร์จากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อส่งมอบให้กับนักเก็ง กำ ไร การโจมตีค่าเงินด้วยวิธีนี้ นักลงเก็งกำ ไรต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้เงินบาทให้กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเมื่อได้ดอลลาร์สหรัฐแล้วไปพักไว้ในบัญชีได้รับดอกเบี้ยเงินฝากดอลลาร์ซึ่งจะตํ่ากว่าดอกเบี้ย เงินกู้ (เงินบาท) นั่นคือนักเก็งกำ ไรยอมรับภาระผลต่างของดอกเบี้ยทั้งสอง ซึ่งเป็นต้นทุนในการ โจมตีค่าเงินด้วยช่องทางนี้ แต่หวังว่า เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยลดค่าเงินหรือลอยตัวค่าเงินก็จะ นำ ดอลลาร์ที่ถือไว้มาขายคืน เช่น ตอนเอาเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐที่ 25 บาท แต่ตอนขายคืน ถ้า อัตราแลกเปลี่ยนลดค่าไปอยู่ที่ 30 บาท นักลงทุนต่างชาติก็จะได้กำ ไร 5 บาทต่อดอลลาร์เมื่อหัก ดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับธนาคารแล้วยังมีกำ ไรเหลือ (หลังลอยตัวค่าเงินบาท ในปี 2540 อัตราแลก เปลี่ยนเฉลี่ย 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ) การโจมตีด้วยวิธีนี้ค่อนข้างง่าย นักเก็งกำ ไรหลายกลุ่มทำ พร้อม ๆ กันและต่อเนื่อง เงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นทุนสำ รองทางการก็จะเหลือน้อยลง คำ ถามคือ ธนาคารชาติทราบหรือไม่ว่า ถูกโจมตีด้วยวิธีนี้ คำ ตอบคือ ทราบดี คำ ถามต่อไปคือ แล้วทำ ไมจึง ปล่อยให้ทำ คำ ตอบคือ มั่นใจว่าจะชนะ กล่าวคือ ถ้าธนาคารชาติไม่ลดค่าเงิน นักเก็งกำ ไร ซึ่งมักจะ กู้ในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น 1 เดือน หรือ 3 เดือน เมื่อครบกำ หนดสัญญาต้องใช้คืนธนาคาร ถ้าอัตรา แลกเปลี่ยนคงเดิม ก็จะขาดทุนเพราะต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ การต่อสู้กันระหว่างธนาคารชาติกับนัก เก็งกำ ไรมี 2 ยก ยกแรก เกิดขึ้นประมาณปลายปี 2539 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2540 ธนาคารชาติ เป็นฝ่ายชนะ ยกที่สอง เกิดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม 2540 ธนาคารชาติเป็นฝ่ายแพ้ ทำ ให้ ธนาคารชาติห้ามธนาคารพาณิชย์ให้กู้เงินบาทกับต่างชาติเพื่อมาซื้อดอลลาร์สหรัฐ ปิดช่องทางการ โจมตีค่าเงินโดยผ่านตลาดเงินหรือผ่านธนาคารพาณิชย์ 3 เมื่อธนาคารชาติปิดช่องทางดังกล่าว นักเก็งกำ ไรต่างชาติเริ่มโจมตีผ่าน

     ช่องทางที่สองคือ ผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรือตลาดหุ้น วิธีนี้ค่อนข้างซับซ้อนกว่าวิธีแรก กล่าวคือ นักเก็งกำ ไรจะขอกู้ เงินบาทจากธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่สามารถนำ ไปซื้อดอลลาร์ได้ เพราะธนาคารชาติห้าม นักเก็ง กำ ไรจะนำ เงินบาทที่กู้ไปซื้อหุ้นในคราบของนักลงทุน ซึ่งทางการไม่ห้าม เมื่อเข้าไปซื้อหุ้นวันนี้ พรุ่งนี้ก็จะขายหุ้นทิ้งจากนั้น นำ เงินบาทที่ได้จาการขายหุ้นไปซื้อดอลลาร์จากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์ก็นำ ไปซื้อดอลลาร์จากธนาคารชาติส่งมอบให้กับนักลงทุน เป็นผลทำ ให้ทุนสำ รอง ของทางการลดลงเหมือนกับช่องทางแรก แต่ช่องทางนี้ซับซ้อนและมีต้นทุนในการโจมตีเพิ่มขึ้น จากการซื้อขายหุ้น แต่เป็นวิธีที่มีแนวร่วม กล่าวคือ เมื่อขายหุ้นทิ้งราคาดิ่งลง ทำ ให้นักลงทุนที่เข้ามา เล่นหุ้นตามปกติ ขายหุ้นตามแล้วนำ เงินที่ได้แลกดอลลาร์กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ทุนสำ รองลดลง เมื่อธนาคารชาติทราบการโจมตีด้วยวิธีนี้ จึงห้ามไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ให้กู้กับต่างชาติไม่ว่ากรณีใด เท่ากับเป็นการแบ่งตลาดเงินบาทในประเทศ (ON SHORE MARKET) ออกจากตลาดต่างประเทศ (OFF SHORE MARKET)

     ช่องทางที่สาม เมื่อธนาคารชาติปิดทั้งสองช่องทาง นักเก็งกำ ไรค่าเงินก็ไม่สามารถหา เงินบาทในประเทศได้ ก็หากู้เงินบาทจากตลาดนอกประเทศ เช่น ในตลาดสิงคโปร์ ฮ่องกง ลอน ดอนและนิวยอร์ค แล้วโอนเข้ามาขอแลกซื้อดอลลาร์สหรัฐจากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารพาณิชย์นำ เงินบาทที่ได้ซื้อดอลลาร์จากธนาคารชาติส่งมอบให้กับนักเก็งกำ ไร ปริมาณเงินบาทในตลาดนอก ประเทศมีเท่าใด ไม่มีตัวเลขยืนยัน แต่เป็นที่ทราบว่ามีขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท ปริมาณเงิน บาทในตลาดนอกประเทศส่วนหนึ่งเกิดจากธนาคารชาติเป็นผู้ปล่อยเงินบาทเข้าไปจากการทำ ธุร กรรม swap ของธนาคารชาติในการต่อสู้กับนักเก็งกำ ไร ( การทำ swap ของธนาคารชาติคือ การขอ กู้ดอลลาร์สหรัฐจากตลาดนอกประเทศโดยนำ เงินบาทไปแลก จากนั้นมีสัญญาขอซื้อเงินบาทกลับ พร้อมส่งมอบดอลลาร์สหรัฐคืน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน รายงานผลการวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อ เท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ โดย คณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่ม ประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ ( ศปร) )

     ช่องทางที่สี่ เป็นการโจมตีที่นักเก็งกำ ไรทำ ขึ้นในตลาดนอกประเทศโดยการหาเงินบาทใน ตลาดนอกประเทศแล้วนำ มาทุ่มซื้อดอลลาร์ ตลาดเงินนอกประเทศที่ทำ กันมากคือตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ค ผลก็คือจะทำ ให้เงินบาทเสื่อมค่าลงสูงกว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารชาติ กำ หนดในประเทศ ซึ่งมีผลทางจิตวิทยาทำ ให้นักลงทุนต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยวิตก ว่าค่าเงินบาทจะเสื่อมค่า (นักเก็งกำ ไรทำ พร้อมกับมีการปล่อยข่าว) จึงต้องรีบถอนเงินออก เป็นผล ทำ ให้เงินดอลลาร์สหรัฐไหลออก ว่าที่จริงแล้ว

     การโจมตีค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นยังมีช่องทางที่ห้า คือ การโจมตีค่าเงิน บาทด้วยคนไทยกันเอง กล่าวคือ จะมีคนไทย 2 กลุ่มที่รู้ล่วงหน้าว่า (คนทั้งสองกลุ่มนี้ท่านผู้อ่านคง พอเดาได้ว่ากลุ่มไหน) ธนาคารชาติจะต้องปล่อยให้เงินบาทลอยตัว เนื่องจากทุนสำ รองทางการ 4 สุทธิที่มีอยู่เหลือน้อยมาก ต้องลอยตัวค่าเงินบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงได้นำ เงินบาทไปซื้อ ดอลลาร์ตุนไว้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2540 มีตัวเลขยืนยันว่ามีการโจมตีผ่าน ช่องทางนี้พอสมควร (อ่านเพิ่มเติมในรายงานของ ศปร. )

     ผลจากการโจมตีเงินบาทในช่วงตั่งแต่ปลายปี 2539 ถึงต้นปี 2540 ทำ ให้ทุนสำ รองระหว่าง ประเทศที่มีอยู่จำ นวน 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปลายปี 2539 เหลือสุทธิเพียง 2,800 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ

     ณ วันที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทั้งหมดที่เล่ามา เป็นเหตุการณ์โจมตีค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา

     สำ หรับ วิธีการ เก็งกำ ไรค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกิดขึ้นจากนักเก็งกำ ไรค่าเงิน (ส่วนใหญ่เป็นธนาคาร พาณิชย์ต่างชาติ) นำ เงินดอลลาร์สหรัฐไปซื้อเงินบาทในตลาดนอกประเทศ แล้วนำ มาให้ธนาคาร พาณิชย์ทั้งไทยและเทศที่อยู่ในประเทศกู้ยืม การทำ เช่นนี้จะได้ผลประโยชน์สองทาง ทางแรกจะได้ ผลต่างของดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยเงินบาทสูงกว่าดอกเบี้ยดอลลาร์สหรัฐ) และทางที่สองมุ่งหวังว่าค่าเงิน บาทจะเพิ่มค่ามากกว่าปกติ (ตั่งแต่ต้นปีค่าเงินบาทมีแนวโน้มเพิ่มค่า) และการที่นักเก็งกำ ไรขาย บาทซื้อดอลลาร์สหรัฐในตลาดต่างประเทศจะมีแรงกดดันทำ ให้ค่าเงินบาทในตลาดต่างประเทศแข็ง ค่า ซึ่งจะมีผลผลักดันและผลทางจิตวิทยาหวังทำ ให้ค่าเงินบาทในประเทศแข็งค่าตามไปด้วย เมื่อค่า เงินบาทแข็งค่า นักเก็งกำ ไรต่างประเทศก็จะได้กำ ไรอีกต่อคือเมื่อแปลงเงินบาทที่ซื้อมาช่วงแรก กลับไปเป็นดอลลาร์

     มีข้อสังเกตที่สำ คัญประการหนึ่งของการโจมตีค่าเงินบาท และการเก็งกำ ไรค่าเงินดังที่เล่ามา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดเงินบาทในตลาดต่างประเทศ ถ้าตลาดนี้มีขนาดใหญ่มากเท่าใด จะ ทำ ให้ธนาคารชาติบริหารนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างลำ บาก และเป็นช่องทาง ที่ทำ ให้นักเก็งกาํ ไรโจมตหี รอื เก็งกาํ ไรค่าเงินบาทได้ โดยปกตแิ ล้วประเทศตา่ งๆ มักจะควบคุมไม่ ให้เงินของตัวเองออกไปเผ่นพล่านนอกประเทศมากเกินไป โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเล็ก ครั้ง หนึ่งจำ ได้ว่า ประเทศไทยมีนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า พร้อมกับประกาศว่าจะให้ เงินบาทเป็นเงินสกุลในภูมิภาคอินโดจีนเพื่อรองรับและกระตุ้นการค้าในภูมิภาค รวมทั้งมีนโยบาย ผ่อนปรนการปริวรรตเงินตรา อันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน นับเป็นจุดเริ่ม ต้นของการขยายตัวตลาดเงินบาทนอกประเทศ และเมื่อเร็ว ๆ นี้เช่นกันนายกทักษิณ ประกาศว่า ต้องการให้เงินบาทเป็นเงินสกุลที่อ้างอิงในการค้าแถบภูมิภาค ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่จะปล่อย ให้เงินบาทออกนอกประเทศจะมีมาก (ท่านนายกได้กล่าวชวนให้สิงคโปร์ใช้เงินดอลลาร์สิงคโปร์ เข้าร่วมด้วย / หมายเหตุ ปัจจุบันประเทศสิงคโปร์ก็มีการควบคุมเงินตราของตัวเองไม่ให้ออกไป นอกประเทศมากเกินไป) ไม่ทราบว่านโยบายนี้ท่านนายกเอาจริงหรือว่าเป็นเพียงแสดงวิชั่น แต่ผม คาดว่าน่าจะเป็นเหตุผลประการหลังมากกว่า เพราะถ้าเอาจริง ธนาคารชาติคงต้องปวดหัว แน่ ๆ หมายเหตุ ท่านสามารถ down load บทความนี้ได้จาก web site วิชา EC 219: วิเคราะห์เศรษฐกิจ ไทย ผ่าน web site รายวิชาของมหาวิทยาลัย: www.ru.ac.th/subjects/homestud หรือ web site ของ ผู้เขียน: www.ru.ac.th/eco2

ปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

เสนอปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีผลดังต่อไปนี้

...1)มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญใหม่เรียกว่า คณะกรรมการกระจายอำนาจแห่งชาติ(ม.201)(ม.285วงเล็บ2)มีหน้าที่กำหนดแนวนโยบายพื้นฐานที่ทุก อปท.ต้องปฏิบัติ, กำหนดระเบียบมาตรฐานกลาง, ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแนวนโยบายพื้นฐานของ อปท.ทั่วประเทศ,  และขับเคลื่อนการกระจายอำนาจให้สำเร็จผล...กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นบางหน่วยงานโอนไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจแห่ชาติ...องค์กรตรวจสอบได้แก่ปปช.,สตง.,ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ เร่งเพิ่มสรรพกำลังตรวจสอบอปท.เช่นการหารายได้ ไม่เกียร์ว่าง การใช้จ่ายเงินคุ้มค่ากับปริมาณและคุณภาพงาน มีสาขากระจายอยู่ครบทุกจังหวัด ดังนั้นปปช.,สตง.,ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ,ต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ เพิ่มเครื่องมือการทำงาน เพิ่มงบประมาณ...โดยรัฐต้องจัดงบประมาณให้องค์กรอิสระนี้อย่างเพียงพออย่างน้อยองค์กรละ 0.008%ของ GDP ...รัฐต้องเก็บภาษีและเก็บรายได้อื่นรวมกันให้ได้อย่างน้อยปีละ 36-40%ของGDP อย่างสากลประเทศตามแนวคณะกรรมการปฏิรูปการเงินการคลังและภาษีอากร(....) (มาตรา283วรรค 2) ...มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของ อปท.ระดับชาติและระดับจังหวัดและคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นระบบคุณธรรมระดับจังหวัด(ม.204) (ม.216วงเล็บ2และวงเล็บ3) ระวังองค์เหล่านี้จะกลายเป็นองค์กรหาประโยชน์เสียเอง... เหตุผลป้องกันการเมืองตัดงบประมาณหน่วยตรวจสอบ,ตามหลักอาชญาวิทยา  การประชาสัมพันธ์ตรวจสอบติดตาม การลงโทษสถานหนักโดยรวดเร็ว สามารถสร้างสังคมปลอดทุจริตเป็นธรรมได้

...2) จังหวัดที่มีความพร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดสมาชิกสภาจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง ยุบตำแหน่งกำนันผู้ใหญ่บ้านเมื่อจังหวัดนั้นเป็น อปท.การปกครองท้องถิ่นมี 3 ประเภทได้แก่..จังหวัด..เทศบาล..และการปกครองรูปแบบพิเศษ..เป็นอปท. องค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ยุบมาอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด เปลี่ยนองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เป็นเทศบาล อบต.รอบเมืองยุบมารวมกับเทศบาลเมือง นายอำเภอเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นสังกัดจังหวัด... เหตุผลไม่ควรให้รัฐบาลคุมผู้ว่าราชการรวมศูนย์เบ็ตเสร็จทุกจังหวัดจะมีผลเสียมากกว่าผลดีเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งกินรวบให้เผด็จการรัฐสภา รัฐบาลกลางควรมีหน้าที่ หารายได้,ความมั่นคง,เศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมทรัพยากรพลังงานพาณิชย์อุตสาหกรรม,การต่างประเทศ,สร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่,และการส่งเสริมพัฒนาวิชาการ,กำกับ,ตรวจสอบ,ปรับปรุง,ถ่วงดุล,เป็นสำคัญ นอกนั้นเป็นหน้าที่อปท.

...3)ผู้บริหารอปท.ทั้ง 3 ประเภทสมัครรับเลือกตั้งและรับผิดชอบบริหารงานร่วมกันเป็นรูปแบบคณะบุคคลอย่างน้อย 3หรือ 5 คนออกคำสั่งปฏิบัติราชการเป็นมติเอกฉันท์ของคณะผู้บริหารทั้ง3หรือ5คนเท่านั้น  รับผิดชอบร่วมกันอยู่ในวาระ 4 ปี หากมีใครลาออกให้สมาชิกอปท.ประชุมสรรหาบุคคลในท้องถิ่นขึ้นมาทำหน้าที่แทน... เหตุผลเพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน และหลายหัวดีกว่าหัวเดียว

...4)สมาชิกสภาอปท.แต่ละแห่งมีจำนวนจำกัดตามขนาดเช่น 12,18,24,36,คน ให้มีประธานชุมชนหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่มีหน้าที่เข้าประชุมร่วมแสดงความเห็นได้แต่ไม่มีสิทธิหรือมีสิทธออกเสียงในบางเรืองตามแต่กฎหมายกำหนด... เหตุผลตัวแทนประชาชนยิ่งมากยิ่งมีการตรวจสอบสูงและประหยัดงบประมาณเงินเดือน

...5)มีกฎหมายกำหนดแนวนโยบายพื้นฐานที่อปท.ต้องทำในแต่ละปีไว้ หากผู้บริหารไม่ปฏิบัติตามแนวนโยบายพื้นฐานดังกล่าว ประชาชน,สมาชิกสภาอปท.,นายอำเภอ,กำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน,ประธานชุมชน,และองค์กรข้อ1, สามารถฟ้องต่อศาลให้ถอดถอนหากทำให้ประชาชนชุมชนเสียประโยชน์อาจมีโทษปรับจำคุกได้แล้วให้คณะที่ได้คะแนนอันดับรองขึ้นมาทำหน้าที่แทน ...เหตุผลบังคับทำงานที่เป็นประโยชน์ไม่เกียร์ว่างหรือเลือกปฏิบัติเฉพาะงานได้คะแนนเสียงได้ค่าหัวคิว

...6)ตัวอย่างแนวนโยบายพื้นฐานที อปท.ต้องดำเนินการต้องสร้างได้แก่

...ห้ามสร้างหนี้ผูกพันไว้ให้คณะผู้บริหารชุดต่อไป 

...จัดทำ Master Plan Zoning วางผังเมืองในพื้นที่ของตนกระจายเป็น เขตที่พักอาศัย,เขตหน่วยงานราชการโรงเรียนโรงพยาบาล,เขตทำการเกษตร,เขตทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์,เขตอุตสาหกรรมหัตกรรม,เขตป่าชุมชน,เขตการค้าพานิชย,เขตสถานบันเทิง,ที่กำจัดขยะ

..จัดทำแผนหลักวางแนวถนนอนาคตประสานขอที่ดินประชาชนหรือจัดซื้อที่ดินเพื่อวางแนวทำถนนอนาคตเป็นเส้นตรงเป็นตาข่ายใยแมงมุมความกว้างมาตรฐาน และสร้างถนนความยาวอย่างน้อย0.5-10กม./ปีแล้วแต่ขนาดอปท

..เทศบาลในชนบทต้องลงทุนสร้างนิคมการเกษตรพร้อมแหล่งน้ำ ตามหลักทฤษฎีใหม่ หรือนิคมอาชีพแนวอื่นพร้อมที่พักและสาธารณูปโภคจัดสรรแบ่งให้ครอบครัวเกษตรกรเช่า(แต่ละนิคมมีอย่างน้อย 50 หน่วย)อย่างน้อยปีละ 1-5นิคมจนกว่าจะพอกับความต้องการของครอบครัวในท้องถิ่น

..เทศบาลในชนบทต้องสร้างหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรขนาดมาตรฐานอย่างน้อยปีละ 10-20แห่งจนกว่าจะครอบคลุมทั่วถึงพื้นที่การเกษตรทั้งหมด

..สวนสาธารณะ,สนามกีฬา,ตลาดจำหน่ายสินค้าชุมชนมาตรฐานถูกสุขอนามัย,อย่างน้อย 1 แห่ง/2ปีจนกว่าจะครอบคลุมทุกชุมชน

..ส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายสินค้าชุมชน OTOPให้ได้มาตรฐานติดตลาดยั่งยืนอย่างน้อย 1ผลิตภัณฑ์/4ปี

..แต่ละเทศบาลในชนบทต้องจัดซื้อจัดหาที่ดินเพื่อปลูกสร้างป่าชุมชนขนาดมาตรฐานประจำหมู่บ้าน ขั้นต่ำแห่งละ1,000ไร่/ต่อประชากรมีชื่อในทะเบียนบ้าน1,000คน  เพื่อให้ประชาชนใช้เก็บกินของป่าอย่างน้อย1แห่ง/4ปีจนกว่าจะครบตามเกณฑ์

..ประสานขอโอนโรงเรียนระดับประถมหรือสร้างโรงเรียนระดับ/ประถม/มัธยม/อาชีวศึกษา/เข้ามาอยู่ในสังกัดอย่างน้อย 1 โรงเรียน/ปี

..ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกาย กิจกรรมผู้สูงอายุ กิจกรรมดูแลสุขภาพอนามัย การรักษาพยาบาล

...ภาระกิจที่อปท.ควรให้ความสำคัญยิ่งได้แก่,การป้องกันไฟป่า,การบำบัดน้ำเสีย,การส่งเสริมทำปุ๋ยอินทรีย์บำรุงรักษาสภาพดิน,การป้องกันยาเสพติดป้องกันอาชญากรรม,การให้ความรู้เรื่องอาหารสุขอนามัย ทำอย่างไรให้เด็กร่างกายตัวสูงใหญ่กว่าฝรั่ง คนปลอดโรค ปลอดอุบัติเหตุ ...

...รายได้ส่วนใหญ่ต้องหาเอง เงินอุดหนุนจากรัฐบาลลดลง ท้องถิ่นอยากได้โครงการใด หาเงินเอง ใช้เอง ควบคุมกันเอง จึงจะเรียกว่าผู้บริหารมืออาชีพ จึงจะเรียกว่าองค์กรมีประสิทธิภาพ ... พยายามลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ตัดโครงการที่ไม่จำเป็น ตัดการจ้างลูกจ้างมากแต่ทำงานไม่คุ้มค่าจ้าง

เหตุผลสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายดูแลสวัสดิการความปลอดภัยให้ชุมชน องค์กรควบคุมกันเอง ลดรายจ่าย หาทางเพิ่มรายได้

...7)หน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรม/กระทรวงต่อไปนี้ต้องทยอยโอนเข้ามาอยู่ในสังกัดอปท.ได้แก่ การศึกษานอกโรงเรียน..สาธารณะสุข/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล...การประปา..กรมทางหลวงชนบท..โรงเรียนประถมศึกษา..การเคหะแห่งชาติ..หน่วยงานกระทรวงเกษตร..หน่วยงานกรมการพัฒนาชุมชน..หน่วยตำรวจท้องถิ่น..หน่วยงานประชาสงเคราะห์,หน่วยงานฝึกฝนอาชีพ, ฯลฯ พร้อมกับโอนเงินงบประมาณของส่วนราชการตามมาให้ท้องถิ่นด้วย ...เหตุผลเพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและคนท้องถิ่นรู้ปัญหาความต้องการของท้องถิ่นดีกว่าส่วนด้านวิธีการวิชาการให้ราชการส่วนกลางส่งเสริมสนับสนุน

...8)กำหนดให้อปท.หารายได้เพื่อใช้จ่ายได้เอง ปีใดหารายได้ได้น้อยปีนั้นต้องใช้จ่ายประหยัด ลดเงินสนับสนุนจากงบประมาณกลาง การหารายได้เช่นซื้อจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่ายให้คนในท้องถิ่นตน, เพื่อจัดทำนิคมการเกษตรพร้อมที่พักอาศัยให้เช่า สร้างอาคารพาณิชย์ให้เช่า สร้างอาคารที่พักอาศัยจำหน่ายหรือให้เช่า  ค่าเช่าวางสินค้าจำหน่ายในตลาดชุมชน รายได้จากภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีโรงเรือน ภาษียานพาหนะ ภาษีการใช้ป่าชุมชน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีสถานประกอบการ ค่าเช่าที่จอดรถ ค่าเก็บขยะ ภาษีการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร เพื่อการบริโภค... เหตุผลให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมค่าใช้จ่าย เลี้ยงดูตนเองได้ และควบคุมติดตามตรวจสอบรายรับรายจ่ายกันเอง

...9)จำนวนบุคลากรข้าราชการลูกจ้าง ปัจจุบันบางอปท.จ้างลูกจ้างภาระกิจจำนวนมาก เพียงเพราะผู้บริหารหาค่าแป๊ะเจี๊ยะค่าหัวคิวเป็นรายบุคคล 1-3 แสนบาท/ราย ทำให้มีคนมากกว่างาน มาลงชื่อทำงานแล้วก็กลับบ้าน ผู้บริหารได้ทั้งเงินหัวคิวได้ทั้งคะแนนเสียง รัฐเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ปีละจำนวนมากเพราะต้องจ่ายเงินเดือนที่ขั้นเงินเดือนวิ่งขึ้นทุกปี ควรกำหนดมาตรฐานจำนวนข้าราชการลูกจ้างตามขนาดประชากรและขนาดพื้นที่ที่รับผิดชอบโดยองค์กรตามข้อ 1 และมีการประเมินผลงานคัดออกหรือให้อยู่ต่อทุก 2 ปีโดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระจากการเมือง...ปลัดหัวหน้าพนักงานเป็นตัวอย่างไม่ดีไม่เคร่งครัดเวลามาปฏิบัติงานพากัน/มาสาย/พักกลางวันยาว/เลิกกลับบ้านก่อนเวลา/...การประชุมสัมนาพนักงานมักขาดประชุมหนีประชุมแต่เบิกค่าใช้จ่ายมาร่วมประชุม Organizer ผู้จัดการประชุมต้องรายงานผู้เข้าร่วมประชุมที่กระทำผิดวินัยต่อผู้บังคับบัญชาและองค์กรข้อ 1 ทุกครั้งเมื่อผู้บังคับบัญชารับทราบต้องลงโทษทางวินัย...การสอบขึ้นบัญชีเตรียมเลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงขึ้นมีการทุจริตใช้เงินซื้อจึงจะสอบได้มีให้ประจักษ์โจ่งแจ้งควรยกเลิกการสอบ เปลี่ยนมาพิจารณาจากอายุราชการคุณสมบัติวุฒิการศึกษาและการผ่านการฝึกอบรมหัวข้อเรื่องที่จำเป็นตามเกณฑ์ ขอขึ้นทะเบียนเรียงลำดับ และเมื่อตำแหน่งว่างเรียกบรรจุแต่งตั้งหรือย้ายตามลำดับโดยอัตโนมัติ (การศึกษาต่อการผ่านการฝึกอบรมจะมีความสำคัญ)...การโยกย้ายการขึ้นสู่ตำแหน่งบางอปท.มีการเรียกเงิน ควรมีช่องสะดวกปลอดภัยให้พนักงานสามารถร้องเรียนให้ความเป็นธรรม... เหตุผลเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่น,ประหยัดงบประมาณและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

...10)ระบบการขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น การโยกย้าย การสอบขึ้นบัญชี การสอบบรรจุคัดเลือกลูกจ้างภาระกิจของ อปท.ภาคอิสาน(ผู้เขียนสัมผัสกับภาคอิสานโดยตรง แต่คิดว่าเหมือนกันทุกภาค)มีการเรียนเงิน Case ละ ไม่ต่ำกว่าแสนบาท การจัดซื้อจัดจ้าง การเลือกตั้งเข้ามา ล้วนทุจริต การตรวจประเมินผลการรายงานส่วนใหญ่สร้างหลักฐานให้ดูดีแต่เป็นจริงไม่ถึง 50%  เชคดูได้ครับ หากปล่อยไว้เอย่างนี้ นอกจากจะนำความเดือดร้อนสู่ข้าราชการลูกจ้าง ไม่เป็นธรรมเสมอภาค สองมาตรฐาน  สังคมเหลื่อมล้ำ เกิดความแตกแยกเป็นสีเสื้อในประเทศ  สร้างค่านิยมทุจริต นายกและปลัดร่วมมือกันหาประโยชน์ทำลายชาติ ทำลายสังคม ทำลายเศรษฐกิจ  เปลี่ยนมาพิจารณาจากอายุราชการคุณสมบัติวุฒิการศึกษาและการผ่านการฝึกอบรมหัวข้อเรื่องที่จำเป็นตามเกณฑ์ ขอขึ้นทะเบียนเรียงลำดับ และเมื่อตำแหน่งว่างเรียกบรรจุแต่งตั้งหรือย้ายตามลำดับโดยอัตโนมัติ

...11)ก่อนเข้าทำงานคณะผู้บริหารและสมาชิกอปท.ต้องผ่านการอบรมเข้มข้นเพื่อรับทราบระเบียบกฎหมายแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องและผลกระทบจากการบริหารงานที่ขาดธรรมมาภิบาล เป็นเวลาอย่างน้อย 45วันทำการโดยใช้งบประมาณจากผู้เข้ารับการอบรม หากไม่ผ่านเกณฑ์การอบรมถือว่าผลการเลือกตั้งได้ใบแดงให้ผู้สมัครคะแนนลำดับรองถัดไปขึ้นมาทำหน้าที่แทน..นักการเมืองมีหน้าที่กำหนดนโยบายติดตามงานตามนโยบายและป้องกันการทุจริต ห้ามนักการเมืองท้องถิ่นมาดำเนินการเอง  ซื้อของเองตกลงว่าจ้างเอง เป็นคู่ค้าเอง องค์กรจะไม่มีฝ่ายตรวจสอบ การดำเนินการเป็นหน้าที่ของปลัดและพนักงาน ...เหตุผล ผู้นำต้องเป็นตัวอย่างที่ดี  มีความรู้  มีสมรรถนะ  รู้วิธีติดตามตรวจสอบ  มีภาวะผู้นำ...ผู้บริหารอปท.บางคนไม่รู้ระเบียบระบบราชการ,อ่านหนังสือไม่ออก,สั่งงานมั่วขัดระเบียบ,เซ็นเช็คไม่เป็น,ประชุมเจ้าหน้าที่ไม่เป็น

...12)ตัวอย่างการถ่ายโอนหน่วยงาน เช่น สถานศึกษาระดับ ประถม มัธยม...ทฤษฎีการกระจายอำนาจ งานบริการประชาชนทุกด้าน รวมทั้งการศึกษา ควรกระจายให้ท้องถิ่นกำกับดูแล การปรับปรุงคุณภาพจึงจะสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ  ...แต่ท้องถิ่นของไทยเราขาดความเชื่อถือ อุดมด้วยวิกฤตศรัทธาอย่างยิ่ง ...ก่อนถ่ายโอนควรปฏิรูป อปท. ก่อน (เบื่อจังกับคำว่า"ปฏิรูป") ...คือออก "กฎหมายว่าด้วยการบริหารงานภายใน อปท." ให้อิสระแก่หน่วยงานสถานศึกษาในเรื่องใดบ้าง ผู้บังคับบัญชาในอปท. กำกับดูแลสถานศึกษาเพื่อ คุณภาพประสิทธิภาพ อย่างไรบ้าง....ประเด็น เนื้อหา ของกฎหมายนี้ ผ่านการพิจารณา ของตัวแทนครู ตัวแทนพนักงานอปท. ตัวแทนผู้บริหารท้องถิ่น และคนกลาง พิจารณากลั่นจนตกผลึกร่วมกัน ภายใต้คุณภาพผลประโยชน์ ของผู้เรียนของชาติเป็นสำคัญ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเสนอ สปช.ลงมติ และเสนอประชาชนลงประชามติ 13 สค. 2558 (อันใหม่)
http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution/more_news.php?cid=67

ที่เกี่ยวข้องกับ อปท.มาตรา 199-204
ม.199 กระจายอำนาจให้ความเป็นอิสระแก่ อปท.
ม.200 ผู้บริหารมาจาการเลือกตั้ง หรือมาจากอำนาจประชาชน
ม.201 ให้มี การกำกับดูแลการใช้จ่ายงปม. การรายงานการเงินการคลัง
     1)ประมวลกฏหมายจัดตั้ง อปท.
     2)กฎหมายส่งเสริมการกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น
     3)คณะกรรมการส่งเสริมการบริหารท้องถิ่น
     4)หน่วยงานรับผิดชอบการกระจายอำนาจที่เป็นเอกภาพ
ม.202 กำกับดูแลเท่าที่จำเป็นให้มี
     1)กำหนดมาตรฐานกลางให้ อปท.ปฏิบัติ และติดตามตรวจสอบ (แนวนโยบายพื้นฐาน)
     2)ทำสัญญาแผนปฏิบัติงานระหว่าง  รัฐ/ภูมิภาค/ท้องถิ่น
ม.203
     1)ประชาชนมีสิทธิออกเสียงประชามติระดับท้องถิ่นปลดผู้บริหารหรืออื่น ๆ
     2)อปท.ต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร รายงานผล ส่งเสริมสมัชชาพลเมือง
ม.204 การบริหารงานบุคคล
     1)ข้าราชการส่วน/ลูกจ้างส่วนท้องถิ่น สามารถย้าย/สักเปลี่ยนได้ 
     2)ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลร่วมกันระดับชาติ ระดับจังหวัด
     3)ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมในการบริหารส่วนท้องถิ่น
     4)ให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น


ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเสนอสปช.พิจารณาปรับปรุงครั้งแรกเดือนเมษายน 2558 (อันเก่า)
   http://bit.ly/1DtiwUO

บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  ที่เกี่ยวข้องอปท. มาตรา 211 - 216และมาตรา285
สตง.มาตรา 270
ปปช.มาตรา 271-274
ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน มาตรา 276